แม่หนุ่มราดน้ำมันเผาเมีย ยื่นขอประกันตัว อ้างลูกทำเพราะอารมณ์ชั่ววูบ

ยื่นขอประกันตัว

แม่ขอประกันตัวหนุ่มราดน้ำมันเผาเมีย หลังโดนคดีพยายามฆ่า ทั้งยังต้องรักษาตัว ขณะที่แพทย์ให้รักษาต่อ มีเวลา 6 เดือนรอฟ้องเพราะเกรงติดเชื้อ ส่วนเมียอาการยังโคม่า แม่ยันลูกชายไม่ยุ่งยาเสพติด เชื่อทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ

แม่หนุ่มราดน้ำมันเผาเมีย ยื่นขอประกันตัว

เมื่อวันที่ 29 พ.ย.62 ล่าสุด ความคืบหน้าเกี่ยวกับกรณี นายอุเทน ธงศรี อายุ 26 ปี ชาวบ้านหนองปลาดุก ต.บ้านผึ้ง อ.เมือง จ.นครพนม ก่อเหตุราดน้ำมันเผาภรรยา คือ นางสาวไหมทอง ปิ่นสา อายุ 23 ปี ทั้ง 2 มีอาชีพรับจ้างทั่วไป หลังอยู่กินกันมาประมาณ 5 ปี มีบุตรชายจำนวน 1 คน อายุประมาณ 1 ขวบเศษ แต่ระยะหลังมีปัญหาส่วนตัว ทะเลาะกัน และได้แยกกันอยู่ประมาณ 2-3 เดือน แต่ทางสามีพยายามกลับมาง้อขอคืนดี ส่วนฝ่ายหญิงไม่ยินยอม จนกระทั่งล่าสุดเมื่อคืนวันที่ 22 พ.ย. 62 ทางสามีได้มาเจรจาขอคืนดีที่บ้านพักของภรรยา ที่บ้านเลขที่ 202 หมู่ 18 บ้านหนองชาด ต.บ้านผึ้ง อ.เมือง จ.นครพนม ไม่สำเร็จ จึงตัดสินใจนำขวดน้ำมันเบนซินที่เตรียมมาด้วย ล็อกคอภรรยา ราดน้ำมันก่อนจุดไฟเผา ทำให้ไฟลุกท่วมได้รับบาดเจ็บทั้ง 2 คน ซึ่งทางญาติได้เข้าไปช่วยเหลือนำทั้งสองสามีภรรยาส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลนครพนม แต่อาการไม่ดี
ขึ้น และส่งต่อไปรักษาที่โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี อาการหนักสุดคือภรรยาถูกไฟไหม้เกือบทั้งตัว ยังไม่ปลอดภัย แต่สามีพ้นขีดอันตราย แต่ยังต้องรักษาตัวต่อเนื่อง เพราะแพทย์หวั่นติดเชื้อ

ยื่นขอประกันตัว

เบื้องต้น ตำรวจ สภ.เมืองนครพนม ได้มอบหมายให้พนักงานสอบสวนเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน และเสนอศาลจังหวัดนครพนมพิจารณาออกหมายจับ และทางศาลได้อนุมัติออกหมายจับ นายอุเทน ธงศรี อายุ 26 ปี ฐานความผิดพยายามฆ่า เมื่อวันที่ 26 พ.ย. 62 พร้อมดำเนินการจับกุม อายัดตัวขณะรักษาตัวที่โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี ตามขั้นตอนกฎหมาย

ล่าสุด ตำรวจ เปิดเผยถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับการดำเนินคดีว่า ในคดีดังกล่าว นางสมบุญ ธงศรี อายุ 48 ปี แม่ผู้ก่อเหตุ ได้นำเอกสารหลักฐานเข้ายื่นประกันตัวบุตรชาย ซึ่งทางตำรวจได้กำหนดวงเงินประกันในชั้นพนักงานสอบสวนจำนวน 3 แสนบาท โดยทางญาติได้ใช้ตำแหน่ง กำนัน 1 คน และผู้ใหญ่บ้านอีก 2 คน ในการยื่นขอประกันตัว ซึ่งทางพนักงานสอบสวนได้อนุญาตให้มีการประกันตัว แต่ทางแพทย์ที่ตรวจรักษายังไม่อนุญาตให้ผู้ต้องหาออกจากโรงพยาบาล เนื่องจากยังมีอาการบาดเจ็บต้องรักษาต่อเนื่องประมาณ 1-2 เดือน ทางตำรวจจึงใช้วิธีการอายัดตัวตามขั้นตอนกฎหมาย เนื่องจากผู้ต้องหายังไม่สามารถนำตัวไปฝากขังได้ ซึ่งมีห้วงระยะเวลาในการทำสำนวนส่งฟ้องตามขั้นตอนประมาณ 6 เดือน ที่จะต้องรวบรวมพยานหลักฐานส่งฟ้องให้อัยการพิจารณาฟ้องต่อศาลต่อไป

ส่วนนางสมบุญ ธงศรี อายุ 48 ปี แม่ผู้ก่อเหตุ เปิดเผยว่า ปกติครอบครัวมีอาชีพรับจ้าง ทำไร่ทำนา มีลูกทั้งหมด 3 คน นายอุเทน ธงศรี คนก่อเหตุเป็นลูกชายคนโต และมีลูกสาวอีก 2 คน ต่างแยกย้ายไปทำงานรับจ้าง ดิ้นรน ก่อนหน้านี้ลูกชายได้ไปแต่งงานอยู่กินกับภรรยาได้ประมาณ 5 ปี จนมีลูกชาย 1 คน ปกติจะไปทำงานรับจ้างต่างจังหวัด ทำงานก่อสร้าง รับจ้างทั่วไป รักกันดี ไปไหนไปด้วยกัน ไม่คิดว่าจะเกิดปัญหา จนกระทั่งระยะหลังได้กลับมาอยู่บ้านจนเกิดปัญหาทะเลาะกัน อาจมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย และปัญหาส่วนตัว แต่ไม่เคยระบายให้แม่รับรู้ ไม่คิดว่าจะรุนแรงขนาดนี้ และลูกชายได้กลับมาอยู่บ้านได้ประมาณ 2 เดือน จากนั้นทราบว่าพยายามไปขอคืนดีกับภรรยา เชื่อว่าลูกชายยังรักคิดถึงภรรยากับลูก ทำให้ส่วนหนึ่งเกิดความเครียดและโมโหจึงก่อเหตุขึ้น ทั้งที่ปกติลูกชายไม่ใช่คนโมโหร้าย ดื่มเหล้าบ้างตามประสา ทำงานดูแลครอบครัว ดิ้นรนมาตลอด ส่วนยาเสพติดยืนยันไม่เคยมีประวัติ เชื่อว่าทำไปเพราะรักภรรยากับลูกมาก ก่อนตัดสินใจเพียงอารมณ์ชั่ววูบ รู้สึกเสียใจมากกับเรื่องที่เกิดขึ้น และขอโทษแทนลูกชาย อยากให้ทั้ง 2 หายดีกลับมาดูแลกัน ซึ่งยอมรับสภาพต้องรับกรรมที่ลูกชายก่อขึ้น

ดาบตำรวจ ยิงขมับตัวเอง คาห้องทำงานอาการสาหัส เลือดไหลนองโซฟา

ดาบตำรวจ ยิงขมับตัวเอง เลือดไหลนองโซฟา

ดาบตำรวจ วัย 51 ปี สน.ทองหล่อ จ่อยิงขมับตัวเองคาห้องทำงาน อาการสาหัส คาดเครียด เนื่องจากเจ้าตัวต้องคดีร้ายแรง

ดาบตำรวจ จ่อยิงขมับตัวเอง เลือดไหลนองโซฟา คาดเครียดเจ้าตัวต้องคดีร้ายแรง

เวลา 02.30 น. วันนี้ (25 พ.ย. 62) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่กู้ชีพ รพ.คามิเรียล ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทองหล่อ ว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ ขอให้ช่วยนำส่ง รพ.อย่างเร่งด่วน

เลือดไหลนองโซฟา

ที่เกิดเหตุบริเวณห้องสอบสวนชั้นล่างของ สน.ทองหล่อ บนโซฟาพบร่าง ด.ต.กิตติวุฒ ชูหนู อยู่ในเครื่องแบบตำรวจมีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืน เข้าที่ศีรษะด้านซ้าย เลือดไหลนองโซฟา จึงทำการปฐมพยาบาล แล้วนำตัวส่ง รพ.คามิเรียล อย่างเร่งด่วน

จากการสอบสวนทราบว่าผู้บาดเจ็บคือ ด.ต.กิตติวุฒิ ชูหนู ผบ.หมู่ ป.สน.ทองหล่อ อายุ 51 ปี ปฏิบัติหน้าที่ผู้ช่วยพนักงานสอบสวนเวรประจำวันที่ 25 พ.ย. 62 เวลา 00.00-08.00 น. โดยช่วงเกิดเหตุ ด.ต.กิตติวุฒิ ได้เดินมาปิดไฟบริเวณห้องรับรองผู้บังคับบัญชา และได้เข้าไปนั่งพักบริเวณเก้าอี้โซฟา

หลังจากนั้น ก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด จึงรีบเข้าทำการตรวจสอบ พบ ด.ต.กิตติวุฒิ นั่งพิงอยู่บนโซฟา และมีเลือดไหลออกจากขมับศีรษะ มือซ้ายถือปืนพกประจำกายยี่ห้อ ซิกเซาว์เออร์ ขนาด9 มม. แต่ยังหายใจอยู่ จึงรีบเข้าทำการช่วยเหลือ และแจ้งหน่วยกู้ชีพมารับตัวส่ง รพ.คามิลเลียน ทองหล่อต่อไป

พ.ต.อ.นิวัฒ แสนสิ่ง ผกก.สน.ทองหล่อ กล่าวว่า สาเหตุการยิงตัวเองครั้งนี้น่าจะมาจากปัญหาส่วนตัว เนื่องจากเจ้าตัวต้องคดีร้ายแรง ที่จะมีผลกระทบกับการทำงานและออกจากราชการ ที่จะต้องไปขึ้นศาลในอีกสองวันข้างหน้า ทำให้เจ้าตัวเครียดจัดจนก่อเหตุดังกล่าวขึ้น

พบศพแล้ว นักศึกษาสาววัย 17 ปี ป่วยซึมเศร้า ดิ่งสะพานกรุงเทพ

พบศพแล้ว

นักศึกษาแผนกวิชาไฟฟ้า ปี 2 วิทยาลัยแห่งหนึ่ง หลังดิ่งสะพานกรุงเทพ จมหายไปในแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อวันที่ 21 พ.ย.เผยผู้ตายเรียนเก่ง แต่ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา เริ่มเก็บตัว เคยบอกแม่ว่ามีอาการซึมเศร้า

นักศึกษาสาววัย 17 ปี ป่วยซึมเศร้า ดิ่งสะพานกรุงเทพ

พบศพแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 23 พ.ย.62 ร.ต.อ.สุทธา อินทร์แก้ว รอง สว.(สอบสวน) สน.บางคอแหลม รับแจ้งพบศพลอยอยู่กลางแม่น้ำเจ้าพระยา ระหว่างวัดบุคคโลและสะพานกรุงเทพ แขวงบุคคโล เขตธนบุรี กรุงเทพฯ จึงไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

ที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้ลากศพไปขึ้นที่ท่าเรือ สน.บางคอแหลม ทราบชื่อ น.ส.เบญ (ขอสงวนชื่อและนามสกุลจริง) อายุ 17 ปี นักศึกษาแผนกวิชาไฟฟ้า ปี 2 วิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งหนึ่ง สวมเสื้อยืดแขนสั้นสีน้ำตาล กางเกงขายาวสีกรมท่า ใส่เข็มขัดของวิทยาลัยดังกล่าว ซึ่งได้กระโดดสะพานกรุงเทพ เมื่อวันที่ 21 พ.ย.ที่ผ่านมา

จากการสอบสวนนายสมชาย วงศ์จอม อายุ 37 ปี น้าชาย ให้การว่า หลานสาวเป็นคนเรียนดี ได้เกรด 4 ทุกตัว แต่ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา หลานเริ่มเก็บตัวและไม่ค่อยเล่าเรื่องอะไรให้คนในครอบครัวฟัง แต่เคยบอกแม่ว่ามีอาการซึมเศร้า อยากให้มารดาพาไปหาหมอ แต่พอจะพาไปหลานสาวก็ไม่ยอมไป ก่อนเกิดเหตุ วันที่ 21 พ.ย.หลังเลิกเรียน หลานไม่ได้กลับบ้าน ไปสวนจตุจักรกับแฟน ช่วง 2 ทุ่มเศษ แฟนหนุ่มได้ส่งหลานขึ้นรถไฟฟ้ากลับบ้าน แล้วก็ติดต่อไม่ได้อีกเลย ต่อมาช่วง 3 ทุ่มเศษ หลานได้ส่งข้อความทางไลน์หามารดา ระบุความต้องการของตัวเอง เหมือนเป็นการสั่งเสีย เล่าถึงปัญหาของตัวเองที่ไม่มีใครรักษาได้ การตายเท่านั้นคือทางออก และเขียนจดหมายด้วยลายมือ ส่งไลน์ให้แฟนหนุ่มเหมือนเป็นการลาตาย และส่งรูปสะพานกรุงเทพมาให้ดูอีก ซึ่งญาติๆ ทุกคนต่างมุ่งหน้าไปที่สะพานกรุงเทพ แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว

เบื้องต้นตำรวจสันนิษฐานผู้ตายเครียดเรื่องปัญหาส่วนตัว ได้มอบศพให้มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งนำส่งนิติเวช โรงพยาบาลศิริราชเพื่อผ่าพิสูจน์อย่างละเอียดต่อไป

คุมตัวเจ้าของไนซ์รีวิว ฝากขัง เพิ่มอีก 3 ข้อหา ค้านประกัน

คุมตัวเจ้าของไนซ์รีวิว

ตำรวจโคกคราม คุมตัวเจ้าของไนซ์รีวิว มาสอบสวนก่อนคุมตัวไปฝากขังที่ศาลอาญา พร้อมค้านประกันตัว เผยมีผู้เสียหายแล้วกว่า 300 ราย มูลค่าเสียหายมากกว่า 120 ล้าน โดยเตรียมแจ้งข้อหาเพิ่มอีก 3 ข้อหา

เตรียมฝากขัง เพิ่มอีก 3 ข้อหา ค้านประกัน

คุมตัวเจ้าของไนซ์รีวิว

จากกรณีกลุ่มผู้เสียหายจำนวนนับพันคน เข้าแจ้งความกับตำรวจ สน.โคกคราม รวมทั้ง บช.ภ.5 และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ดำเนินคดีกับบริษัท เอนเนอร์จี ดีดักชั่น จํากัด หรือที่เรียกกันว่า ไนซ์รีวิว
(Nice Review หรือ NRV) ที่อ้างว่า ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งจ้างรับกดไลค์ กดแชร์สินค้าผ่านเฟซบุ๊กชื่อ ไนซ์รีวิว (Nice Review) หากใครที่สนใจร่วมทำงาน ต้องมีเพื่อนในเฟซบุ๊กอย่างต่ำ 400 คน
ต้องเปิดพอร์ตได้ 4 เรตราคา สูงสุดราคา 2 หมื่นบาทต่อครั้ง ทำงานด้วยการกดแชร์เฟซบุ๊ก 20 ครั้ง กดดูสินค้าในยูทูบ 5 ครั้ง ภายใน 1 วัน ได้ค่าตอบแทนรายวัน วันละ 200 บาท สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ทำ
ให้มีผู้เสียหายหลงเชื่อลงทุนไปจำนวนมากช่วงแรกเหยื่อได้รับเงินค่าตอบแทนจริง แต่หลังจากเดือน ต.ค.62 บริษัทเริ่มมีปัญหาไม่จ่ายเงินก่อนปิดตัวไปโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ทำให้เกิดความเสียหายทั่วประเทศอาจ
ถึงหลักหมื่นล้านบาท ลักษณะความผิดคล้ายกับแชร์ลูกโซ่ ตามที่ได้นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

วันที่ 23 พ.ย. 62 ที่สน.โคกคราม พ.ต.อ.อลงกรณ์ ศิริสงคราม ผกก.สน.โคกคราม ได้คุมตัวนายณรงค์ อินลี หรือต้น อายุ 34 ปี ชาวบ้านในซอยร่มเกล้า 22 แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กทม. เจ้าของบริษัท เอนเนอร์จี ดีดักชั่น จํากัด หรือ ไนซ์รีวิว ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา เลขที่ 1720/2562 ลงวันที่ 13 พ.ย.62 ข้อหาร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน มาสอบปากคำภายในห้องประชุมเตรียมการ ชั้น 2 โดยนายณรงค์ มีสีหน้าที่เรียบเฉย หลังจากสอบปากคำนาน 1 ชั่วโมง ได้คุมตัวลงมาเปิดตู้เซฟ แต่ไม่มีทรัพย์สินใดๆ ก่อนนำขึ้นรถกักขังส่งศาลอาญาเพื่อฝากขังต่อไป

คุมตัวเจ้าของไนซ์รีวิว

ทั้งนี้หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน บก.สส.ภ.4 เข้าจับกุมได้พร้อมของกลางเงินสด จำนวน 6 แสนบาท และเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ จำนวน 1.3 หมื่นดอลลาร์สหรัฐฯ ที่โรงแรมเดอะปาร์ค เมืองเวียงจันทน์ สปป.ลาว แล้วนำมาควบคุมตัวไว้ห้องกักขังภายใน สน.โคกคราม เมื่อเวลา 02.00 น. ที่ผ่านมา

พ.ต.อ.อลงกรณ์ กล่าวว่า สาเหตุที่ชุดสืบสวน บก.สส.ภ.4 ได้คุมตัวมายังห้องกักขังของสน.โคกคราม เนื่องจากในพื้นที่มีผู้เสียหายเข้าแจ้งความจำนวนมาก ประกอบกับบริษัทของผู้ต้องหาอยู่ภายในพื้นที่ รวมถึงศาลอาญาเป็นผู้อนุมัติหมายจับ ดังนั้นจึงได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดำเนินการฝากขัง ทั้งนี้ในส่วนของผู้เสียหายมาแจ้งความสน.โคกคราม มีทั้งหมด 300 กว่าคน มูลค่าความเสียหายมากกว่า 120 ล้าน เบื้องต้นได้คัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเกรงว่าเจ้าตัวจะหลบหนี พร้อมแจ้งข้อหาเพิ่มอีก 3 ข้อหา พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินพ.ศ.2542 พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527

พล.ต.ต.พัฒนา เพศยนาวิน ผบก.น.2 กล่าวว่า สำหรับคดีนี้ทางพล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบ.ตร. จะเป็นผู้แถลงรายละเอียดอีกครั้งในเวลา 14.00 น. วันที่ 23 พ.ย. ที่สำนักงานตำรวจต่อไป

จับพ่อเลี้ยงข่มขืนลูกเลี้ยง หนีคดีนาน 14 ปี กรรมตามทันตกตึกพิการตลอดชีวิต

หนีคดีนาน 14 ปี

กฎแห่งกรรมทำงานทุกวัน ตำรวจกองปราบ จับพ่อเลี้ยงข่มขืนลูกเลี้ยง แม้จะหนีคดีนาน 14 ปี แต่กรรมตามทัน พลัดตกตึกพิการตลอดชีวิต

เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 62 พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ ผกก.5 บก.ป. และพ.ต.ท.ฤทธิชัย ชุมช่วย สว.กก.5 บก.ป. นำกำลังจับกุม นายเสรี หรือเป้ จันทรอุดร อายุ 59 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดสงขลา ที่ 389/2549 ลง 25 พ.ค. 2549 ในข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี

พ่อเลี้ยงข่มขืนลูกเลี้ยง หนีคดีนาน 14 ปี

หนีคดีนาน

พ.ต.อ.เนติ กล่าวว่า เมื่อ 14 ปีก่อน หรือช่วงเดือน ต.ค.2548 – ก.พ.2549 นายเสรี ได้อยู่กินกับ นางนิ่ม (นามสมมติ) โดยมี ด.ญ.หนู (นามสมมติ) ขณะนั้นอายุ 14 ปี ซึ่งเป็นลูกติดของนางนิ่ม และลูกเลี้ยงของตัวเอง

โดยระหว่างที่แม่เด็กไม่อยู่บ้าน นายเสรีได้ก่อเหตุข่มขืนกระทำชำเราลูกเลี้ยงหลายครั้งทั้งในบ้าน และป่าละเมาะหลังบ้านเป็นประจำ รวมทั้งข่มขู่ว่า ถ้าบอกเรื่องนี้กับใครจะฆ่าให้ตาย เด็กจึงปิดเงียบไม่กล้าบอกใคร ผ่านไปข้ามปี เพื่อนบ้านทนเห็นพฤติกรรมดังกล่าวไม่ไหวจึงบอกแม่เด็กให้ทราบเรื่อง

จากนั้นแม่ของเด็กจึงเข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองสงขลา นายเสรีรู้ตัว จึงได้หลบหนีออกจากบ้านไปทำงานก่อสร้างอยู่ที่พัทลุง ก่อนประสบอุบัติเหตุพลัดตกจากหลังคาตึก 3 ชั้น ทำให้พิการเดินไม่ได้ จึงมาพักอาศัยอยู่กับน้องสาว เจ้าหน้าที่จึงนำกำลังจับกุมได้ดังกล่าว

โดยนายเสรี ให้การรับสารภาพ อ้างว่าที่ทำไปเพราะเกิดจากเมาสุรา ขณะนี้ได้สำนึกผิดแล้วล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวส่ง สภ.เมืองสงขลา ดำเนินคดีต่อไป

มิค บรมวุฒิ เจอมนุษย์ป้า สั่งอาหารร่วมแสน แต่ไร้เงาคนรับ

เจอมนุษย์ป้า สั่งอาหารร่วมแสน

มิค บรมวุฒิ ร้องตำรวจถูกมนุษย์ป้าอดีต ขรก.กระทรวงใหญ่หลอกสั่งปูไข่ กับข้าวผัดร่วม 1 แสนบาท ก่อนไร้เงาคนรับ ด้าน ตร.รับลงบันทึกประจำวัน แนะให้ไปฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหาย เพราะไม่ใช่คดีอาญา

มิค บรมวุฒิ เจอมนุษย์ป้า สั่งอาหารร่วมแสน

เจอมนุษย์ป้า

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 19 พฤศจิกายน ที่ สน.พหลโยธิน “มิค” บรมวุฒิ หิรัณยัษฐิติ ดารานักแสดง เข้าแจ้งความกับ ร.ต.อ.ธีฬะเกียรติ ฑีฆะบุตร รอง สว.(สอบสวน) สน.พหลโยธิน เพื่อให้ติดตามตัว “ป้าปุ๊ก” ที่อ้างเป็นเจ้าหน้าที่กระทรวงแห่งหนึ่ง ได้สั่งปูไข่เยิ้มและข้าวผัดจากร้าน “ปูไข่เยิ้ม by Mick” ที่ตนเป็นเจ้าของร้าน รวมกว่า 200 กล่อง มูลค่ากว่า 1 แสนบาท แต่เมื่อนำไปส่งกลับไม่สามารถติดต่อป้าปุ๊กได้ ทั้งยังพบว่าเจ้าตัวเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ของกระทรวงแห่งนี้

นักแสดงดังเจ้าของร้านปูไข่ดอง กล่าวว่า วันที่ 17 พ.ย.ที่ผ่านมา ผู้จัดการร้านได้รับโทรศัพท์จากป้าปุ๊ก ระบุว่าเป็นข้าราชการกระทรวงแรงงาน สั่งออเดอร์ปูดอง 100 ชุด และข้าวผัดอีกร่วมร้อยชุด มูลค่าไม่รวมค่าจัดส่งกว่า 1 แสนบาท ให้ไปส่งที่กระทรวงแรงงานตอนเช้าวันที่ 18 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยระบุชื่อผู้รับเป็นเจ้าหน้าที่รายหนึ่งของกระทรวง แต่ป้าอ้างว่ายังจ่ายเงินไม่ได้เนื่องจากเป็นวันอาทิตย์ ราชการเบิกจ่ายเงินไม่ได้ ซึ่งป้าคุยกับผู้จัดการ ราวกับว่าได้พูดคุยหรือรู้จักตนมาก่อนแล้ว ทำให้ดูน่าเชื่อถือ ประกอบกับตนเคยร่วมงานกับราชการบ่อยๆ จึงไม่ได้เอะใจ เพราะปกติแล้วเวลาสั่งอาหารกับร้านจะต้องจ่ายเงินมัดจำก่อน

นายบรมวุฒิ กล่าวต่อว่า เมื่อถึงกำหนดส่งสินค้า ผู้จัดการก็ได้โทรศัพท์สอบถามไปยังชื่อผู้รับที่ไม่ใช่ป้าปุ๊ก ปลายสายก็ระบุว่าไม่ได้สั่ง รวมถึงกระทรวงไม่ได้จัดเลี้ยง จึงขอตรวจสอบชื่อสกุลจริงป้าปุ๊ก และพบว่าเคยเป็นข้าราชการกระทรวงจริง แต่ได้ลาออกไปแล้ว แต่เมื่อสอบถามกับป้าปุ๊กอีกครั้ง ก็ยังอ้างว่าได้จ่ายเงินไปแล้ว ก่อนจะไม่สามารถติดต่อได้อีก จึงเชื่อว่าถูกหลอกและมาปรึกษาตำรวจวันนี้ พร้อมได้เตือนพนักงานในร้านไปว่าปกติแล้ว หากราชการจะจัดงานต้องวางแผนไว้ก่อนแล้ว จะมาอ้างว่าเบิกจ่ายไม่ได้ ทั้งนี้ ตนก็ไม่ทราบว่าป้าปุ๊กจะก่อเหตุนี้ทำไม เพราะตนก็ไม่มีศัตรู หากจะกลั่นแกล้งด้วยวิธีนี้ก็ไม่ใช่

เบื้องต้นพนักงานสอบสวนรับเรื่องไว้ลงในบันทึกประจำวัน พร้อมแนะนำให้ผู้เสียหายดำเนินการฟ้องร้องทางแพ่งด้วยตนเองเนื่องจากไม่เข้าข่ายคดีอาญา.…

ขโมยแสบ ริบังอาจ ขโมยจยย.จอดในโรงพัก อ้างหาเงินซื้อรถให้แฟน

จอดในโรงพัก

รวบแล้วหนุ่มแสบ ลักจยย.จอดในโรงพัก โดนจับได้สารภาพเอาไปแยกเป็นอะไหล่ขาย อ้างหาเงินซื้อรถให้แฟนที่เป็นแม่ค้าอาหารตามสั่ง ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 16 พ.ย.62 พ.ต.ท.กฤษณ์พนธ์ เพ็ชรสดศิลป์ รองผกก.สส.สน.ทุ่งสองห้อง เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 09.30 น. วานนี้ (15 พ.ย.) มีชาวบ้านแจ้งว่าพบเห็นผู้ต้องสงสัยกำลังชำแหละรถจักรยานยนต์อยู่ข้างอาคารไม่มีเลขที่ตรงข้ามซอยงามวงศ์วาน 43 แยก 2-3 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสื่ กทม. ต่อมา พ.ต.อ.ปริญญา เหลืองอุทัย ผกก.สน.ทุ่งสองห้อง สั่งให้ตรวจสอบ จึงนำกำลังไปตรวสอบ เวลา 10.00 น. พบนายเชิดศักดิ์ หรือเชิด ชมพู อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 136/4 ม.2 ต.โรงข้าง อ.เมืองพิจิตร จ.พิจิตร กำลังชำแหละรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า รุ่นคลิก 125 ไอ สีขาว-ดำ หมายเลขทะเบียน 1 กน 8038 กรุงเทพมหานคร จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ พร้อมเช็คทะเบียนรถจักรยานยนต์คันดังกล่าว ซึ่งเป็นของ น.ส.จันทนา หาญอมตะ ใน อ.พบพระ จ.ตาก จึงควบคุมตัวนายเชิดศักดิ์มาสอบสวน

อ้าง หาเงินซื้อรถให้แฟน

จอดในโรงพัก

“เบื้องต้นผู้ต้องหาสารภาพว่าขโมยรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวมาจากลานจอดรถข้าง สน.ทุ่งสองห้อง เมื่อช่วงปลายเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา และก่อนหน้านี้ช่วงเดียวกันไปก่อเหตุลักรถจักรยานยนต์อีกคันจากลานจอดรถของ สน.พหลโยธิน และนำมาถอดอะไหล่ขาย อ้างหาเงินซื้อรถจักรยานยนต์ให้แฟนที่เป็นแม่ค้าขายอาหารตามสั่งในซอยชินเขตใช้ แต่ตำรวจไม่ปักใจเชื่อ อาจเกี่ยวกับขบวนการชำแหลรถจักรยานยนต์ขาย จึงขายผลตรวจสอบต่อไป

นอกจากนี้ตรวจสอบประวัติเคยเป็นอดีต รปภ.บริษัทหลายบริษัท ทำงานไม่นานก็มีประวัติถูกไล่ออก ล่าสุดเพิ่งตกงานเมื่อ ส.ค.ที่ผ่านมา และถูกตำรวจ สน.ทุ่งสองห้อง จับคดียาเสพติดเมื่อปี 61 ก่อนส่งให้พนักงานสอบสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง ดำเนินคดี ตามกฏหมายและนำฝากขังศาล ช่วงสายวันที่ 16 พ.ย.นี้” พ.ต.ท.กฤษณ์พนธ์ กล่าว

ด.ญ.13 โพสต์เฟซบุ๊ก ก่อนดิ่งคอนโดฯ คาดปัญหาเก็บกดและตั้งท้อง 1 เดือน

ด.ญ.13 ดิ่งคอนโดฯ คาดเคลียดเรื่องตั้งท้อง 1 เดือน

เด็กหญิงวัย 13 ปี โพสต์เฟซบุ๊กส่งไลน์บอกลาเพื่อน ก่อนดิ่งคอนโดฯ ย่านรามคำแหงเสียชีวิต เผยแม่เห็นลูกอยู่ตรงขอบตึก พยายามไปช่วยแต่ไม่ทัน เพื่อนสนิท เผยผู้ตายมีปัญหาเก็บกดและตั้งท้อง
1 เดือน

เมื่อเวลา 00.30 น. ของวันที่ 16 พ.ย. ร.ต.อ.ไพบูลย์ แก้วมณี รอง สว.(สอบสวน) สน. หัวหมาก ได้รับแจ้งเหตุมีคนกระโดดจากคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ย่านถนนรามคำแหง แขวงและเขตสวนหลวง กรุง
เทพฯ ลงมาเสียชีวิตคาที่ จึงเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานและเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู ที่เกิดเหตุลักษณะเป็นคอนโดมิเนียม สูง 12 ชั้น บริเวณชั้นล่างสุดพบผู้เสียชีวิต
เป็นหญิง 1 คน นอนคว่ำหน้าสวมเสื้อสีดำ กางเกงขาสั้นสีเหลือง ศีรษะแตก แขนขาหักผิดรูป ทราบต่อมาว่าเป็น เด็กหญิง ดังกล่าว

โพสต์เฟซบุ๊ก ก่อนดิ่งคอนโดฯ สลดแม่จะไปช่วยแต่ไม่ทัน

13

ด้าน เพื่อนของแม่ผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่า ปกติผู้เสียชีวิตจะอาศัยอยู่กับแม่ 2 คน ที่คอนโดฯ ดังกล่าว โดยก่อนเกิดเหตุนั้น แม่ของผู้เสียชีวิตกำลังอาบน้ำอยู่ ส่วนผู้เสียชีวิต ได้เดินออกจากห้องและขึ้นไปยังชั้น 12 เมื่อแม่ออกมาไม่พบลูกสาว จึงได้ออกตามหากระทั่งพบว่าลูกสาวได้นั่งอยู่ที่ขอบกำแพง จึงได้วิ่งเข้าไปช่วยแต่ไม่ทัน ลูกสาวได้กระโดดลงไปและเสียชีวิตทันที

ด้าน เพื่อนแม่ผู้เสียชีวิต กล่าวต่อว่า สำหรับแม่และเด็กหญิง ผู้เสียชีวิตได้อาศัยอยู่ที่คอนโดฯ แห่งนี้มานานกว่า 10 ปีแล้ว และมักจะมีปากเสียงกันอยู่เป็นประจำ เนื่องจากผู้เสียชีวิตจะชอบออกไปเที่ยว และจะไม่กลับมาที่ห้อง กระทั่งล่าสุดเมื่อประมาณเดือน เม.ย.62 ที่ผ่านมา แม่ได้ไปแจ้งความที่ สน.คลองตัน เพื่อให้ตามหาตัวลูกสาว เพราะหายไปกับกลุ่มเพื่อน นอกจากนี้ โดยช่วงหลายเดือนก่อนหน้านี้ ผู้เสียชีวิตเคยไปเที่ยวที่สถานบันเทิงแห่งหนึ่ง และถูกคนไม่หวังดีมอมยา จนต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อพักรักษาตัว

ด้านนางสาวน้ำฝน (นามสมมติ) อายุ 17 ปี เพื่อนรุ่นพี่ของผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตมักจะเก็บกด ไม่ค่อยพูดคุยกับใคร โดยก่อนหน้านี้เคยบอกว่าเครียด กำลังมีปัญหาหลายอย่าง ทั้งครอบครัวและเรื่องอื่นๆ นอกจากนี้ผู้เสียชีวิตยังได้ตั้งครรภ์ อายุประมาณ 1 เดือนอีกด้วย ก่อนที่ผู้เสียชีวิตจะตัดสินใจกระโดดตึกฆ่าตัวตายนั้น ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ไปแล้วนะ ในช่วงเวลา 23.55 น. และยังได้ส่งรูปภาพตัวเองชู 2 นิ้วและภาพนั่งอยู่บนขอบกำแพง ส่งให้กับเพื่อนสนิทอีกคน พร้อมระบุข้อความว่า “กูไปแล้วนะ” “รักมึงนะ” จากนั้นตัวเองก็ได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนสนิทคนดังกล่าว จึงขี่รถมาที่คอนโดฯ ดังกล่าว ก็พบว่า ผู้เสียชีวิตได้กระโดดลงมาแล้ว

13

ขณะที่ พ.ต.อ.เลิศศักดิ์ เขียมทรัพย์ ผกก.สน.หัวหมาก เปิดเผยว่า เบื้องต้นยังไม่สามารถสอบปากคำแม่ของผู้เสียชีวิตได้ เนื่องจากยังอยู่ในอาการเสียใจอย่างหนัก แต่ได้ให้ทีมสืบสวนตรวจสอบกล้องวงจรปิดของคอนโดฯ ดังกล่าวแล้ว และจะเรียกแม่ของผู้เสียชีวิตมาสอบปากคำอีกครั้ง เพื่อหาสาเหตุต่อไป

หนุ่มใหญ่ 47 ทุบหัวญาติ หมกกลางป่า ตายอืดนาน 5 วัน เหตุเมาเหล้า

หนุ่มใหญ่  47  รับจ้างถางหญ้า ก๊งเหล้ากับญาติในป่า เกิดเมาทะเลาะกัน คว้าไม้ทุบดับ นายจ้างสงสัย โทรแจ้งตำรวจ พบถูกฝังอืดกลางสวนยาง 5 วัน

วันที่ 14 พ.ย.62 ร.ต.อ.จรัญ พรมสุวรรณ พนักงานสอบสวน สภ.ยะรม อ.เบตง จ.ยะลา ได้รับแจ้งจาก นายปิยะ สังข์งาม อายุ 36 ปี ว่า ตนจ้างคนงาน 2 คน มาถางหญ้าในสวนยางพารา พื้นที่หมู่ 4 ต.ยะรม
อ.เบตง จ.ยะลา โดยมี 1 คน หายตัวไปหลายวันแล้ว คาดว่าจะถูกฆ่าเสียชีวิต เนื่องจากพบรถจักรยานยนต์แต่ไม่พบตัวเจ้าของ จึงรุดไปตรวจสอบ พร้อม พ.ต.ท.ต่อพันธ์ ปุสันเทียะ สวญ.สภ.ยะรม เจ้าหน้า
ที่ตำรวจชุดสืบสวน และนำตัว นายจ่าย แซ่หลี อายุ 47 ปี ซึ่งเป็นคนงานอีกคนมาสอบสวน จนทราบว่าถูก นายจ่าย ฆ่าทิ้งแล้วนำศพไปฝั่งเมื่อ 5 วันก่อน

หมกกลางป่า ตายอืดนาน 5 วัน

วัน

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำตัว นายจ่าย ไปชี้จุดที่ลงมือฆ่าและฝั่งศพ พร้อมทั้งประสานแพทย์โรงพยาบาลเบตง กู้ภัยสว่างเบตงธรรมสถาน ร่วมเข้าตรวจสอบ เจ้าหน้าที่ต้องเดินเท้าเข้าไปเป็นระยะทางถึง 5 กิโล
เมตร จึงถึงจุดที่ฝั่งศพ ซึ่งเป็นป่าอยู่ภายในสวนยาง สภาพศพขึ้นอืดส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วบริเวณ จากการตรวจสอบพบผู้เสียชีวิตชื่อ นายล่อชี่ แซ่หลี อายุ 40 ปี ชาวจีนฮ่อ มีบาดแผลถูกตีด้วยของแข็งที่ศีรษะ
เจ้าหน้าที่จึงนำศพไปตรวจพิสูจน์อย่างละเอียดที่โรงพยาบาลเบตง ก่อนที่จะให้ญาติมารับศพไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป

วัน

จากการสอบสวน นายจ่าย ให้การรับสารภาพว่า ตนเป็นญาติกับผู้ตาย ได้มารับจ้างถางหญ้าในพื้นที่เบตง วันเกิดเหตุวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา ตนได้นั่งดื่มเหล้ากับนายล่อชี่จนเมามาย แล้วเกิดมีปากเสียงกันขึ้น
นายล่อชี่จะใช้ไม้ตีตน ตนจึงใช้ขวดเหล้าและไม้หน้าสามตีไปที่ศีรษะนายล่อชี่ แลเข้าใจว่านายล่อซี่สลบไป จึงขี่รถจักรยานยนต์ออกมาเที่ยวในตลาดเทศบาลเมืองเบตง พอรุ่งเช้าก็กลับจะเข้าไปทำงานต่อ
พบว่านายล่อซี่เสียชีวิตแล้ว จึงได้ลากศพไปฝั่งไว้ในป่า ห่างจากขนำที่นั่งกินเหล้าประมาณ 500 เมตร ส่วนสาเหตุที่ตนไม่หนีไปไหน เพราะคิดว่าอยู่ในป่าลึกขนาดนี้คงไม่มีใครมาเจอ และไม่คิดว่านายจ้างจะสงสัยจนแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ

วัน

ด้าน นายปิยะ เจ้าของสวน เล่าว่า ได้ว่าจ้างจีนฮ่อ 2 คนดังกล่าว มาถางหญ้าในสวนยาง ซึ่งมีอยู่ประมาณ 20 กว่าไร่ ในราคา 25,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา แล้วอยู่ๆนายล่อชี่ก็หายไป ตนจึงสงสัยและ
ได้ถาม นายจ่าย ก็ได้รับคำตอบว่า นายล่อชี่ ตายแล้ว ซึ่งตอนแรกตนก็ไม่เชื่อคาดว่าเป็นการพูดเล่น จนไม่เห็นนายล่อชี่หลายวัน แต่ยังเห็นรถจักรยานยนต์ของผู้ตายจอดอยู่ จึงได้ไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาตรวจสอบ จนทราบเหตุดังกล่าว…

รวบ 2 หนุ่ม หนีหมายจับ คดีพรากผู้เยาว์ ข่มขืนเด็กหญิง 13

ตำรวจกองปราบ นำหมายจับเข้าควบคุมตัว 2 หนุ่ม ตามหมายจับ คดีพรากผู้เยาว์ และข่มขืนเด็กหญิง 13 ปี หลังก่อเหตุล่อลวงเด็กหญิงวัย 13 ปี ไปข่มขืน ก่อนนำตัวส่ง สภ.กุฉินารายณ์ ดำเนินคดีต่อไป

หนุ่ม

เมื่อวันที่ 14 พ.ย.62 เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามเข้าจับกุม นายชานนท์ กมลภา อายุ 30 ปี และนายศิริชัย ชนะสงคราม อายุ 19 ปี ชาว จังหวัดกาฬสินธุ์ ผู้ต้องหา ตามหมายจับของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์
ลง 7 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งต้องหาว่า “กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม, กระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอม
หรือไม่ก็ตาม, พาบุคคลอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร” ถูกตำรวจกองปราบปรามจับกุมตัวได้

หนีหมายจับ คดีพรากผู้เยาว์ ข่มขืนเด็กหญิง 13

หนุ่ม

 2 หนุ่ม หนีหมายจับ คดีพรากผู้เยาว์

จากกรณี เมื่อประมาณเดือน พ.ค.2562 นายชานนท์ ผู้ต้องหาได้ตกลงนัดแนะกับนายศิริชัย และนายชัยณรงค์ ผู้ต้องหาที่หลบหนี โดยให้นายศิริชัย ไปติดต่อล่อลวงเด็กหญิงเอ (นามสมมติ) อายุ 13 ปี ส่วนตัวนายชานนท์ และนายชัยณรงค์ ได้รออยู่ที่เถียงนา ต่อมานายศิริชัย ซึ่งรู้จักกับตัวเด็กหญิงเออายุ 13 ปีได้โทรนัดแนะให้เด็กหญิงเอออกมาหาบริเวณริมถนนภายในหมู่บ้านแล้วได้ขับขี่รถจักรยานยนต์พาตัวเด็กหญิงเอไปยังเถียงนาซึ่งมีนายชัยณรงค์ และนายชานนท์ ผู้ต้องหารออยู่แล้วจากนั้นได้นั่งดื่มกินสุรากันบนเถียงนา

โดยนายศิริชัย ได้กอดจูบลูบคลำตัวเด็กหญิงเอ อยู่บริเวณบนเถียงนา จากนั้นนายชัยณรงค์ ผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีได้พาเด็กหญิงเอไปที่บ้านของตนเอง และได้ลงมือข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงเอหลายครั้ง จากนั้นนายชัยณรงค์ ได้พาเด็กหญิงเอไปส่งยังกระท่อมในสวนยางของอา นายชานนท์ จากนั้นนายชานนท์ได้ลงมือข่มขืนเด็กหญิงเอไปหนึ่งครั้ง แล้วได้พาเด็กหญิงเอไปส่งบริเวณริมถนนใกล้ๆ กับกระท่อมแล้วได้หลบหนีไป พอเรื่องแดงกลุ่มของผู้ต้องหาได้หลบหนีออกจากพื้นที่

สอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 2 แล้วให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา เจ้าหน้าที่ได้นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.กุฉินารายณ์ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป