เมียตาซาเล้ง แจ้งความลูกสาว ขโมยเงิน-ทอง-ด่าทอย่ำยีจิตใจมารดา

เมียตาซาเล้ง นางฉลวย ภรรยาตาซาเล้ง ไป สภ.บางไทร ปมลูกสาวเอาเงินไป ได้ข้อสรุป น.ส.วนิดาจะย้ายไปอยู่บ้านป้า

เมียตาซาเล้ง ห้ามเหยียบบ้านแม่อีก ส่วนทรัพย์สินที่หายเป็นหน้าที่ ตร. ขณะที่เงินชดเชย 2 แสนใช้หมดแล้ว…

เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2561 นายเตชะ ทับทอง ที่ปรึกษาสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงกรณีครอบครัวลุงตาซาเล้งที่กำลังเป็นกระแสดราม่าระหว่าง นางฉลวย มณีพันธ์ เมียตาซาเล้งกับ น.ส.วนิดา มณีพันธ์ หรือเจี๊ยบ ลูกสาวในตอนนี้ว่า ตั้งแต่เริ่มเข้ามาช่วยเหลือครอบครัว นายจรูญ มณีพันธ์ หรือตาจรูญ นั้นก็คิดว่าจะต้องมีปัญหาขึ้นสักวัน เกี่ยวกับเงินที่ครอบครัวตาจรูญได้รับบริจาคมา เขาก็พยายามหาวิธีการแก้ไข แต่ก็ยังคงมีปัญหาเกิดขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ เพราะคนเพียงคนเดียวที่ไปให้ข่าวสร้างกระแสว่าเขาและแอดมินเพจแหม่มโพธิ์ดำ โกงเงินบริจาค ไม่เคยเห็นลงมาช่วยเหลือที่บ้านบ้าง ให้ข่าวว่าเขาเคยเดินทางมาที่บ้านเพียงครั้งเดียว ทั้งที่ความจริงเขาเคยเดินทางไปช่วยเหลือที่บ้านประมาณ 9 ครั้ง เท่าที่จำได้ แต่นางสาววนิดาไม่ยอมดูตัวเองว่าได้ช่วยเหลืออะไรครอบครัวบ้าง

ส่วนเงินเยียวยาที่ได้จากกระทรวงยุติธรรม ก็ไม่ยอมแบ่งให้กับแม่และพี่ชาย ไม่ยอมดูแลแม่ ปล่อยให้แม่ต้องอยู่คนเดียวที่บ้าน ส่วนเจ้าตัวกลับไปเที่ยวดูลิเก ล่าสุดยังมาก่อเรื่องขโมยทองคำรูปพรรณและสมุดบัญชีเงินฝาก และยังดุด่าบังคับเอาเงินจนนางฉลวยโทรมาระบายให้ฟัง ขณะนี้เขาเตรียมดำเนินการจัดการกับน.ส.วนิดา เพื่อให้สภาพความเป็นอยู่ของนางฉลวยดีขึ้น

เมียตาซาเล้ง

ต่อมา นายเตชะ ได้ติดต่อไปหานางฉลวย โดยนางฉลวยได้คุยทางโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงสั่นบอกว่า ถูกน.ส.วนิดา มณีพันธ์ หรือ เจี๊ยบ ลูกสาว ทำร้ายร่างกายเพราะต้องการเงิน นายเตชะ จึงตัดสินใจรีบเดินทางไปหานางฉลวยที่บ้านในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทีมข่าวก็ติดตามไปด้วย โดยขับรถจากย่านลาดหลุมแก้ว กระทั่งใช้เวลาประมาณ 45 นาที ก็เดินทางมาพบนางฉลวยนั่งอยู่ที่บ้านญาติ

นางฉลวย กล่าวว่า เมื่อช่วงเช้าลูกสาวได้เข้ามาขอเงินจำนวน 2 หมื่นบาท อ้างว่าจะเอาไปใช้ค่าบันไดบ้าน เธอก็บอกว่าไม่มี ค่าบันไดบ้าน เธอก็ได้จ่ายไปแล้ว แต่ลูกสาวก็ยังยืนยันจะเอาเงินให้ได้ ก็ยืนยันว่าไม่มีให้ จู่ๆ ลูกสาวก็เข้ามากระชากเสื้อ และเอาเงินในกระเป๋าเสื้อไป และยังจะเอาเงินที่ซ่อนไว้ในตัวอีก เธอก็พยายามปัดป้อง กระทั่งคนที่เห็นเหตุการณ์รีบมาพาตัวเธอหนีมาอยู่ที่บ้านญาติ ทั้งนี้ มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ได้พานางฉลวยเดินทางไปลงบันทึกประจำวันไว้แล้ว

ต่อมาเมื่อเวลา 16.00 น. น.ส.วนิดา ก็เดินทางเข้าพบตำรวจที่ สภ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อให้ปากคำกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว โดยทันทีที่นางฉลวยพบหน้าลูก ก็มีปากเสียงด่าลูกสาวทันที ขณะที่ตำรวจต้องจับทั้งคู่แยก เพื่อให้ได้สงบสติอารมณ์กัน i99bet ก่อนจะแยกนำ น.ส.วนิดาไปให้ปากคำ

ล่าสุด เมื่อ 17.25 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาววนิดา หรือ เจี๊ยบจะเก็บของย้ายออกจากบ้านไป และจะไปอยู่กับบ้านป้าที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านแม่นัก โดยพนักงานสอบสวนให้เจี๊ยบลงบันทึกประจำวันว่า ห้ามเจี๊ยบเข้าไปเหยียบบ้านแม่อีก หากเข้าไปจะถูกตำรวจจับ ขณะที่ เรื่องขโมยทองและสมุดบัญชีเงินฝากให้พนักงานสอบสวนเป็นคนดำเนินการ ส่วนเรื่องเงินที่เจี๊ยบได้ไปร่วม 2 แสนบาท คือ ส่วนที่ได้จากกระทรวงยุติธรรม และจากนายจ๊อด แต่ว่าใช้เงินไปหมดแล้ว.

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.thairath.co.th/…

ซวยแล้ว 24 โจ๋บุกห้องสอบ “บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม” สั่งดำเนินคดีถึงที่สุด

ซวยแล้ว 24 ผกก.บางขุนเทียน สั่งเร่งสอบปากคำ 24 โจ๋ บุกเข้าห้องสอบทำร้ายครู นักเรียน “มัธยมวัดสิงห์”

ซวยแล้ว 24  เชื่อจะไม่เกิดแบบนี้อีก เพราะไม่ใช่ศึกสถาบัน เผยบิ๊กตู่-บิ๊กป้อม สั่งกำชับ ดำเนินคดีถึงที่สุด

เวลา 10.30 น. วันที่ 25 ก.พ. พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ i99bet พร้อมคณะนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ เจ้าหน้าที่ทหารในพื้นที่ได้เดินทางไปเยี่ยมปลอบขวัญกำลังใจคณะครูอาจารย์ และนักเรียนที่ยังคงเดินทางมาสอบ GAT/PAT ประจำปีการศึกษา 2562 ที่โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ โดยมี พระครูนวการวิมล เจ้าอาวาสวัดสิงห์ ดร.บุณยพงศ์ โพธิวัฒน์ธนัต อายุ 52 ปี ผอ.โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ และครูอาจารย์ส่วนหนึ่งซึ่งถูกทำร้ายร่างกาย จำนวน 4 คน เข้าพูดคุยเล่าเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุให้ รอง ผบ.ตร. เป็นเวลานาน 15 นาที

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าวว่า จากการสอบถามครูอาจารย์ที่ถูกทำร้าย ขณะนี้ทุกคนกำลังรู้สึกหดหู่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทางตัวแทนผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการยืนยันเป็นครั้งแรกที่เกิดความเสียหายต่อวงการศึกษามากขนาดนี้ ตนจึงเรียนแจ้งให้ทุกฝ่ายทราบว่า เรื่องนี้ท่าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้กำชับมาแล้วให้ดำเนินการอย่างถึงที่สุด

โดยเฉพาะเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ยังเน้นย้ำให้ตนดำเนินการให้เต็มที่ หากผลการสอบปากคำผู้เสียหาย พยาน และมีหลักฐานใดๆ ขยายไปเอาผิดผู้ก่อเหตุเพิ่มเติมอีกได้ ให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาตามฐานความผิดในทุกข้อกล่าวหาอย่างถึงที่สุดเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป

ซวยแล้ว 24

ด้าน พ.ต.อ.ลือศักดิ์ ดำเนินสวัสดิ์ ผกก.สน.บางขุนเทียน กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ต้องหาทั้ง 24 ราย ถูกจับกุมตัวได้ทั้งหมดแล้ว วันนี้สั่งการให้พนักงานสอบสวนเร่งสอบปากคำว่า ทั้ง 24 ราย กระทำความผิดใดขึ้นบ้าง เพื่อพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมกับพวกที่ยังหลบหนี ส่วนกรณีกระทำอนาจาร มีกลุ่มผู้ต้องหายืนยันแล้วว่า มีพรรคพวกที่ร่วมกันก่อเหตุลงมือกระทำความผิดจริง

ซึ่งจะเรียกผู้เสียหายเข้าสอบปากคำพร้อมออกหมายจับผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีต่อไป

“ล่าสุดตอนนี้เราทำการสอบปากคำผู้เสียหายเอาไว้แล้ว 12 ปาก ประกอบด้วยครูอาจารย์ 5 ปาก นักเรียน 2 ปาก และ รปภ.โรงเรียน 2 ปาก หลังจากนี้จะมีทยอยเดินทางมาแจ้งความและให้ปากคำเพิ่มเติม เนื่องจากวันนี้ก็ยังอยู่ระหว่างการสอบ GAT/PAT ประจำปีการศึกษา 2562 ซึ่งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยังต้องร่วมกันสอบอีก 2 วัน”

ผกก.สน.บางขุนเทียน กล่าวอีกว่า ตั้งแต่เมื่อวานนี้ มีผู้ปกครองหลายท่านโทรศัพท์มาหาตน แสดงความกังวลว่าหากบุตรหลานเดินทางมาสอบอีก 2 วันนั้น จะมีความปลอดภัยไหม เรื่องนี้เพื่อความสบายใจตนจึงสั่งการให้สายตรวจ ฝ่ายสืบสวน รวมถึงประสานเจ้าหน้าที่ทหารในพื้นที่ มาสนธิกำลังกันดูแลความปลอดภัยในโรงเรียนมัธยมวัดสิงห์แล้ว อย่างไรก็ตามตนอยากแจ้งให้ทราบว่า

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องความขัดแย้งระหว่างสถาบัน แต่เป็นเหตุการณ์ทะเลาะเบาะแว้งเพราะความไม่พอใจกันซึ่งหน้า และตนเชื่อว่าจะไม่มีการก่อเหตุในลักษณะแบบนี้อีก จึงขอให้ทุกฝ่ายสบายใจได้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.thairath.co.th/…

นักเรียนหญิงเผยวินาทีโดนลวนลาม

นักเรียนหญิงเผยวินาทีโดนลวนลาม นร.หญิง เผยโจ๋งานบวชผลักติดกำแพงหอมแก้ม ลวนลาม พูดจาข่มขู่

นักเรียนหญิงเผยวินาทีโดนลวนลาม

นักเรียนหญิงเผยวินาทีโดนลวนลาม จากกรณีกลุ่มวัยรุ่นที่มาร่วมงานบวช ที่วัดสิงห์ ยกพวกทำร้าย ผอ. , นักเรียน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ได้รับบาดเจ็บ ภายในโรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ ซึ่งจัดเป็นสนามสอบสอบ GAT / PAT หลังไม่พอใจที่ทางโรงเรียนขอความร่วมมือให้งดใช้เสียงเนื่องจากมีขบวนบวชแห่นาคเสียงดัง ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น  i99bet

นักเรียนหญิงที่ถูกกลุ่มวัยรุ่นลวนลาม เปิดเผยเหตุการณ์ให้ฟังว่า ในขณะที่นั่งสอบอยู่ได้ยินเสียงดังคล้ายคนจัดโต๊ะ และเสียงเริ่มดังขึ้น ทำให้ครูที่คุมสอบต้องออกไปดู สักพักครูวิ่งกลับมาที่ห้องสอบ บอกให้นักเรียนยุติการสอบ และให้วิ่งหนีเอาตัวรอด ต่างคนต่างวิ่งหนีเอาตัวรอดชุลมุน

ขณะกำลังวิ่งออกจากห้องสอบ ไปเจอกลุ่มวัยรุ่นกำลังรุมกระทืบเพื่อน ตนพยายามจะช่วยเพื่อนแต่ก็กลัวถูกทำร้ายจึงอยู่ห่างๆ จากนั้นกลุ่มวัยรุ่นได้ผลักตนจนติดกำแพงและถูกหอมแก้ม โดยมีหนึ่งในกลุ่มวัยรุ่นพูดว่า “มึงน้องคนนี้กูขอนะ ”

ก่อนที่จะถูกโอบด้วยมือ และพาลงมาชั้น 2 ของอาคาร โดยวัยรุ่นที่หอมแก้มตามลงมา โดยมีวัยรุ่นตามมาอีก 4- 5 คน ตอนนั้นตนอยู่คนเดียวและพูดว่า

“ ที่ทำแบบนี้เพราะโมโห ถ้าเป็นหนูจะโมโหไหม ที่พี่เค้าจะได้บวชเป็นเทวดา แล้วมาบอกให้งดใช้เสียง จ้างวงดนตรีมา 2 หมื่นจ่ายคนเดียว …. ถามว่าบ้านอยู่แถวไหน … หนูตอบว่าอยู่บางบอน … ไปถามคนบางบอน ถามกำนันแม้นได้ว่ารู้จักเค้าไหม ”

นอกจากนี้ วัยรุ่นคนที่หอมแก้มยังพูดจาข่มขู่ว่าถ้าโกหกจะกลับมาหาเพราะจำหน้าได้ จากนั้นกลุ่มวัยรุ่นได้ปล่อยจึงรีบหนีออกมา นักเรียนหญิงยังเปิดเผยอีกว่าช่วงเกิดเหตุกลุ่มวัยรุ่นเห็นเด็กนักเรียนคนไหนเดินผ่านก็จะตบหน้าทุกคน พร้อมเปิดเผยว่ากลุ่มวัยรุ่นน่าจะดื่มเหล้ามาเพราะได้กลิ่นเหล้า และกลิ่นเหล้ายังติดอยู่ที่แก้ม

ด้านพ่อนักเรียนหญิง กล่าว่ารู้สึกโมโห เพราะเด็กสอบอยู่และยังมาลวนลามลูกสาวตนถือว่าทำเกินไปยืนยันจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด…

เกิดเหตุไฟไหม้โกดังย่านเยาวราช

เกิดเหตุไฟไหม้โกดังย่านเยาวราช

เกิดเหตุไฟไหม้โกดังย่านเยาวราช

เกิดเหตุไฟไหม้โกดังย่านเยาวราช   ไฟไหม้โกดังย่านเยาวราช ไฟไหม้โกดังย่านเยาวราช ไฟไหม้โกดังย่านเยาวราช
เมื่อเวลา 12.14 น. เกิดเหตุไฟไหม้บ้านเรือนประชาชน ภายในซอยมังกร ถนนเยาวราช ที่เกิดเหตุพบแสงเพลิง และกลุ่มควันพวยพุ่งออกมาจากอาคารพาณิชย์สูง 5 ชั้น

เจ้าหน้าที่ดับเพลิง เร่งนำรถน้ำเข้าฉีดสกัดเพลิงที่กำลังลุกไหม้ ไม่ให้ลุกลามไปยังอาคารใกล้เคียง ที่เกิดเหตุเป็นโกดังเก็บสินค้าประเภทของเล่น จึงทำให้เป็นเชื้อเพลิงอย่างดี โดยมีกลุ่มควันบริเวณชั้นที่1 ถึงชั้นที่5 ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย เป็นแผลถูกไฟลวกที่หลังได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่รีบนำส่งโรงพยาบาลกลาง i99bet

ต่อมา เวลา 14.00 น.นางขจีรัตน์ เจนาคม ผอ. เขตสัมพันธวงศ์ กล่าวว่าขณะนี้เจ้าหน้าสำนักบรรเทาสาธารณภัยกรุงเทพได้ควบคุมเพลิงไว้ได้เเล้ว หลังจากนี้จะตรวจสอบความเสียหายทั้งหมดอีกครั้งเบื้องต้นภายนอกอาคารเป็นห้อง 1คูหาได้รับความเสียหายทั้งหมด 6 ชั้น เเต่ภายในอาคารยังไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ ต้องรอเจ้าหน้าที่สำนักงานบรรเทาสาธารณภัยเข้าตรวจสอบ

ขณะนี้ปิดกั้นไม่ให้ประชาชนเข้าไปในพื้นที่เกิดเหตุเนื่องจากฉีดน้ำดับไฟเป็นจำนวนมากเกรงว่าตึกอาจจะถล่มลงมาได้ ส่วนเรื่องที่พบรอยร้าวของตึก ยังระบุสาเหตุไม่ได้ว่าเกิดจากไฟไหม้ หรือจากสภาพอาคารที่เก่าแก่

ขอบคุณแหล่งที่มา http://news.ch3thailand.com…

สาวจิตอาสาปลื้มปิติ ร.10 มีพระราชกระแสชมเชย

สาวจิตอาสาปลื้มปิติ  ร.10 มีพระราชกระแสชมเชย สาวจิตอาสา ตระเวนอาบน้ำให้หมาวัด

สาวจิตอาสาปลื้มปิติ

สาวจิตอาสาปลื้มปิติ

ที่โรงเรียนบ้านทุ่งเกาะญวน หมู่ 5 ตำบลหนองบ่อ อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ พล.ต.กัลย์สรรค์ จันทรเสน เป็นผู้แทนพระองค์ อัญเชิญพระราชกระแสทรงชมเชยมามอบให้แก่ นางสาวนภัสวรรณ ชูแก้ว อายุ 39 ปี ราษฎรอยู่บ้านเลขที่ 168 หมู่ที่ 1 ตำบลหนองบ่อ อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง ซึ่งเป็นผู้มีจิตเป็นกุศล หมั่นทำบุญอย่างสม่ำเสมอ ตามโครงการจิตอาสา”เราทำความดีด้วยหัวใจ”ซึ่งเป็นกิจกรรมตามแนวทางพระราชดำริ รัชกาลที่ 10 โดยมี นายลือชัย เจริญทรัพย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง      หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงาน และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมในพิธีเป็นจำนวนมาก สืบเนื่องจากในช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา นางสาวนภัสวรรณ ชูแก้ว หรือ น้องผึ้ง จะใช้เวลาว่างจากการประกอบธุรกิจส่วนตัวในช่วงวันหยุดเข้าวัดทำบุญ ด้วยการนำภัตตาหารมาถวายพระสงฆ์ บริจาคเสื้อผ้าให้แก่ผู้ยากไร้ มอบทุนการศึกษาให้แก่เด็กที่ยากจนแต่เรียนดี รวมทั้งทำความสะอาดห้องน้ำวัดและอาบน้ำให้กับสุนัขในวัด แม้บางตัวจะป่วยด้วยโรคเรื้อนก็ตาม พร้อมกับชักชวนครอบครัว และเพื่อนๆ มาทำบุญด้วยวิธีการนี้อยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะการนำเงินส่วนตัว ไปซื้ออุปกรณ์และแชมพู มาอาบน้ำให้กับสุนัขในวัด หรือสำนักสงฆ์ต่างๆ ในพื้นที่อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง ซึ่ง นางสาวนภัสวรรณ ชูแก้ว หรือ น้องผึ้ง บอกว่า นอกจากทำไปแล้วรู้สึกสบายใจ ยังได้ช่วยแบ่งเบาภาระของพระสงฆ์ รวมทั้งเป็นการสร้างความสุขให้กับสุนัขด้วย i99bet

ขอบคุณแหล่งที่มา http://news.ch3thailand.com…

น้องร้องพี่ชายหายตัวหวั่นถูกฆ่า

น้องร้องพี่ชายหายตัวหวั่นถูกฆ่า

น้องร้องพี่ชายหายตัวหวั่นถูกฆ่า

น้องร้องพี่ชายหายตัวหวั่นถูกฆ่า  แฟนเพจรายการเที่ยงวันทันเหตุการณ์ ส่งมาขอความช่วยเหลือให้ช่วยตามหาพี่ชายที่หายตัวปริศนาไปเกือบเดือน เหลือเพียงมอเตอร์ไซค์ที่ใช้ประจำถูกทิ้งอยู่ในทุ่งนา ญาติแจ้งตำรวจตามหาตัวแต่คดีไม่คืบ แถมไม่เคยเรียกผู้ต้องสงสัยสอบสวน จนตอนนี้หนีหายไปแล้ว

ทีมข่าวเที่ยงวันทันเหตุการณ์ ลงพื้นที่ไปสอบถามเรื่องที่เกิดขึ้นกับ คุณเกสินี บุญเลิศ ที่ขอความช่วยเหลือ เล่าว่าพี่ชายที่หายตัวไปคือ นายชัยประสิทธิ์ บุญเลิศ อายุ 33 ปี หายตัวไปเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ปกติพี่ชายของเธอจะออกไปทำงานที่คลังเซนทรัลคลองส่งน้ำ ถนนเส้นคลองส่งน้ำ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ และจะกลับเข้าบ้านซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ม.หัวเฉียว ในเวลา 17.00 น. ตรงเวลาทุกวัน แต่วันเกิดเหตุพี่ชายโทรศัพท์ไปบอกภรรยาว่า จะแวะไปเอาของก่อนถึงจะกลับบ้าน หลังจากหายไปครึ่งชั่วโมง ภรรยาลองโทรศัพท์ไปหาอีกครั้ง แต่กลับติดต่อไม่ได้แล้ว จึงตัดสินล๊อกอินเข้าเฟซบุ๊กของพี่ชาย และได้พบว่าพี่ชายของตนแชทคุยกับผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนที่เคยแอบคุยกัน แต่ได้เลิกราไปแล้ว และได้นัดไปเจอกันที่วัดมงคล อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ ก่อนที่พี่ชายจะหายตัวไป

ทางครอบครัวจึงได้ไปแจ้งความที่ สภ.บางเสาธง พร้อมหาเบาะแสต่าง ๆ ที่เป็นความหวังว่าจะเจอตัวพี่ชายที่หายไป โดยลองแกะรอยหากล้องวงจรปิด ตามเส้นทางในแชท ล่าสุดที่พี่ชายคุยกับผู้หญิงที่เคยคบ พบว่าพี่ชายได้เลี้ยวรถไปที่หน้าวัดมงคล ตรงตามกับที่นัดแนะกันในแชท จากนั้นมีเพื่อนทางเฟซบุ๊ก แจ้งมาว่าเห็นมอเตอร์ไซค์คล้ายของพี่ชายถูกทิ้งไว้ในทุ่งนาในซอยวัดบัวโรย อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ จึงรีบไปดูก็พบว่าเป็นมอเตอร์ไซค์ของพี่ชาย แต่ไม่พบร่องรอยอื่น ๆ แม้แต่กุญแจรถก็ไม่พบ

ครอบครัวจึงไปตามหากล้องวงจรปิดในจุดนี้ พบว่า ช่วง 02.20-02.40 น. ของวันที่ 3 กุมภาพันธ์ เห็นรถกระบะคันหนึ่งขับมาในจุดที่พบมอเตอร์ไซค์ มีการจอดแล้วดับไฟหน้ารถ แต่ภาพเห็นไม่ชัดว่ามีการทำอะไรในจุดนั้น แต่พอลองซูมภาพไปให้เห็นชัด ๆ จะเห็นเหมือนมีการยกมอเตอร์ไซค์ลงไปทิ้ง เบื้องต้นสันนิษฐานว่ากระบะคันนี้นำมอเตอร์ไซค์ของพี่ชายมาทิ้งไว้ จากนั้นตำรวจได้มาตรวจสอบเก็บดีเอ็นเอจากรถมอเตอร์ไซค์ พร้อมจับกุมเจ้าของรถกระบะมาสอบสวน พร้อมยึดรถกระบะมาตรวจดีเอ็นเอ แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าเป็นผู้ก่อเหตุ จึงได้ปล่อยตัวไปก่อน ทำให้คดีความไม่มีความคืบหน้า ขณะที่ทางครอบครัวมั่นใจว่าพี่ชายจะถูกแฟนใหม่ของหญิงสาวที่คุยแชทด้วย หลอกให้ออกไปหา ก่อนทำร้ายร่างกาย เนื่องจากพี่ชายไม่มีทรัพย์สินอะไรติดตัว มีเพียงเงิน 60 บาทเท่านั้น ตอนนี้ผ่านมาเกือบเดือนแล้ว ยังไม่รู้ชะตากรรมของพี่ชายว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ที่ผ่านมาสอบถามความคืบหน้าทางคดีไปที่ตำรวจ แต่ก็ไม่มีความคืบหน้า โดยตำรวจไม่เคยเรียกผู้ต้องสงสัยไปสอบสวน จนตอนนี้ทั้งผู้หญิงในแชทและแฟนใหม่ได้หนีหายไปจากพื้นที่แล้ว ส่วนความสัมพันธ์กับพี่ชายและพี่สะใภ้ คบกันมา 2 ปี มีลูกด้วยกัน 1 คน เพิ่งจะ 3 เดือน พี่สะใภ้เพิ่งทราบว่าพี่ชายแอบคุยกับผู้หญิงอื่น แต่ไม่ได้มีปากเสียงอะไรกัน

ด้านภรรยาของนายชัยประสิทธิ์ บอกเพิ่งรู้ว่าสามีแอบคุยกับหญิงอื่น เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่สามีหายตัวไป จึงไปเปิดเฟซบุ๊กของสามีดู ซึ่งผู้หญิงคนนี้เคยแอบคุยกับสามีและตนจับได้เมื่อเดือนเมษายน 2560 และตนได้คุยกับผู้หญิงคนนั้น พร้อมขอให้เลิกติดต่อกัน ซึ่งทั้ง 2 คนก็เลิกติดต่อกันแล้ว ไม่คิดว่าจะแอบมาคุยกันอีก ปกติสามีไม่ใช่คนเจ้าชู้ และไม่เคยรู้ว่าแอบคุยกับใคร เพราะกลับบ้านตรงเวลาทุกวันไม่เถลไถล จนวันเกิดเหตุเชื่อว่าผู้หญิงคนนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่สามีหายตัวไปแน่นอน

ทีมข่าวสอบถามความคืบหน้าทางคดีไปที่ ร้อยตำรวจเอก บุญเลิศ เหล็กมา รองสารวัตรสอบสวน สภ.บางเสาธง เจ้าของคดี เปิดเผยว่าหลังรับแจ้งเรื่อง ได้ติดตามตัวเจ้าของรถกระบะในวงจรปิดมาสอบปากคำ ซึ่งเจ้าของบอกว่าวันเกิดเหตุมีเพื่อนมายืมรถ และไม่รู้เรื่องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงเก็บหลักฐานจากรถและปล่อยตัวไป ขณะนี้สายสืบอยู่ระหว่างติดตามตัวผู้หญิงที่แชทคุยกับนายชัยประสิทธิ์ เพราะเป็นกุญแจสำคัญในการคลี่คลายคดี ซึ่งผู้หญิงคนนี้หายตัวไปตั้งแต่วันที่ญาติมาแจ้งความคนหายแล้ว

ขอบคุณแหล่งที่มา http://news.ch3thailand.com

เจ้าของคาบาเรต์โดดแมนชั่นย่านเตาปูนดับ

เจ้าของคาบาเรต์โดดแมนชั่นย่านเตาปูนดับ

เจ้าของคาบาเรต์โดดแมนชั่นย่านเตาปูนดับ

เจ้าของคาบาเรต์โดดแมนชั่นย่านเตาปูนดับ  พ.ต.ต.นิยม งิ้วทอง สว.(สอบสวน)สน.เตาปูน รับแจ้งมีผู้ตกจากที่สูงเสียชีวิต ที่แมนชั่นแห่งหนึ่งย่านเตาปูน ถนนเตชะวณิช แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพฯ

ที่เกิดเหตุ เป็นอาคารสูง 15 ชั้น ด้านหน้าทางเข้า อาคารA พบศพชายนอนเสียชีวิต ทราบชื่อ นายชาล วันเงินซซ์ อายุ 66 ปี พักอยู่ห้องเลขที่ 615 ชั้น 15 ทราบว่านายชาล กระโดดลงมาจากชั้น 16 ดาดฟ้าของอาคาร จากการตรวจสอบห้องพักพบจดหมายลาตาย เขียนลักษณะตัดพ้อ ไม่มีใครสนใจ เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

สอบสวนทราบว่านายชาล พักอยู่คนเดียว มีโรคประจำตัว และเข้า ออกโรงพยาบาลอยู่หลายครั้ง ก่อนเกิดเหตุ ขณะเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของอาคารนั่งทำงานอยู่ด้านหน้าตึกได้ยินเสียง ก่อนจะพบร่างชายนอนอยู่ที่พื้น และพยายามเข้าไปช่วยแต่นายชาลไม่มีลมหายใจแล้ว จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบ

ด้านเพื่อนสนิท เปิดเผยว่า ผู้ตายเป็นเจ้าของคณะคาบาเรต์โชว์ย่านสีลม เมื่อไม่นานมานี้ผู้ตายประสบอุบัติเหตุหกล้มแขนหัก ศีรษะแตก ตนจึงพาไปรักษาจนหายดี แต่ยังต้องกินยาอยู่ ก่อนเหตุก็พูดคุยกันตามปกติ ล่าสุดได้คุยกันเมื่อวานนี้ โดยนายชาลส่งข้อความมาบอกว่าหมอนัดตรวจ ที่รพ.บางโพ วันที่ 22 ก.พ.และได้มีนัดแนะว่าจะมารับไปตรวจตามปกติ ก็ยังสงสัยอยู่ว่าทำไมถึงตัดสินใจฆ่าตัวตาย ที่ผ่านมาตนดูแลผู้ตายมาโดยตลอด เพราะอยู่ตัวคนเดียว เวลามีอะไรก็จะเข้ามาดูแล ครั้งนี้ผู้ตายได้เขียนจดหมายฝากให้ช่วยจัดงานศพ ก็จะจัดตามความประสงค์ให้เรียบร้อยทุกอย่าง

เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างติดตามญาติมาสอบสวน ก่อนจะส่งศพไปชันสูตรที่สถาบันนิติเวชฯ และประสานญาติมารับศพไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา http://news.ch3thailand.com

วัยรุ่นทำร้ายคนตกปลาประสานญาติขอมอบตัว

วัยรุ่นทำร้ายคนตกปลาประสานญาติขอมอบตัว

วัยรุ่นทำร้ายคนตกปลาประสานญาติขอมอบตัว

วัยรุ่นทำร้ายคนตกปลาประสานญาติขอมอบตัว กลุ่มวัยรุ่นหัวร้อนรุมทำร้ายนักตกปลา หลังจากที่เขาตวัดคันเบ็ดไปโดนแขนขณะขี่รถจักรยานยนต์มา ถึงแม้จะยกมือไหว้ขอโทษแล้วก็ไม่จบ เข้ามารุมทำร้ายและขโมยเบ็ดตกปลาไปด้วย ล่าสุดประสานญาติขอเข้ามอบตัวแล้ว

คลิปเหตุการณ์ที่ผู้เสียหายบันทึกไว้ ขณะที่กำลังเจรจากับกลุ่มวัยรุ่นหลังจากที่เขาทำเบ็ดตกปลาไปเกี่ยวโดนวัยรุ่นคนหนึ่ง จากนั้นวัยรุ่นคนนั้นไปตามเพื่อนมาอีกพร้อมกับเข้ามาสอบถาม เขาจึงพยายามขอโทษหลายครั้ง พร้อมกับบอกว่าไม่ได้ตั้งใจ แต่สุดท้ายไม่เป็นผล กลับโดนกลุ่มวัยรุ่นหลายคนเข้ามารุมทำร้าย ก่อนที่ผู้เสียหายจะนำภาพและวิดีโอไปโพสต์ในเฟซบุ๊ก เพื่อเตือนบรรดานักตกปลาให้ระมัดระวัง

ทีมข่าวเที่ยงวันทันเหตุการณ์ ไปพูดคุยกับ นายสุขเกษม ผู้เสียหาย โดยเขาเล่าให้ฟังว่า วันเกิดเหตุคือช่วงเย็นวันที่ 16 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เขาและเพื่อนอีกคนหนึ่งขับรถตระเวนตกปลาริมคลอง เหตุเกิดขึ้นหลังจากที่เขาตกปลาอยู่ข้างทาง แล้วตวัดสายเบ็ดตกปลาไปเกี่ยวแขนวัยรุ่นคนหนึ่งที่ขี่มอเตอร์ไซค์ผ่าน เขาเองพยายามขอโทษและพร้อมชดใช้ค่าเสียหาย 200 บาท เพราะไม่ได้เป็นอะไรมาก รถไม่ล้ม แต่วัยรุ่นคนดังกล่าวไม่ยอม เดินเข้ามาดึงกุญแจรถจักรยานยนต์เขาไปเพื่อไม่ให้หลบหนี จากนั้นก็ตามพวกมาอีก 4-5 มารุมทำร้าย หลังเกิดเหตุมีวัยรุ่นคนหนึ่งหยิบโทรศัพท์มือถือของเขาไป ก่อนจะนำมาคืนโดยวางไว้หน้ารถ นอกจากนี้ยังมีเบ็ดตกปลาหายไป ส่วนอาการบาดเจ็บมีอาการฟกช้ำตามร่างกายหลายจุด ขณะนี้อาการดีขึ้นแล้ว

จากนั้นทีมข่าวไปเจอกับแม่ของหนึ่งในเยาวชนที่ก่อเหตุ เปิดเผยว่าลูกชายบอกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกิดจากรุ่นพี่แถวบ้านขี่รถจักรยานยนต์ผ่านโดนเบ็ดของชายที่กำลังตกปลาเกี่ยวที่แขน จึงเข้าไปพูดคุย ก่อนจะมีเรื่อง ซึ่งผู้ก่อเหตุมี 3 คน เป็นพี่น้องละแวกบ้าน ขณะนี้ยังคงหลบหนี ซึ่งทางแม่ของหนึ่งในเยาวชนที่ก่อเหตุ วอนขอให้ทั้ง 3 คนเข้ามอบตัว พร้อมรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

จากนั้นเพื่อนของเยาวชนที่ก่อเหตุพาทีมข่าวเราลงพื้นที่ไปยังริมคลองลำแขก ย่านลำผักชี จุดเกิดเหตุ โดยเขาเล่าให้ฟังว่า ต้นเรื่องคนที่ก่อเหตุเป็นชายอายุประมาณ 30 ปี ได้ชวนรุ่นน้องอีกสองคน อายุ 17 และ 18 ปี โดยบอกว่าตนเองมีเรื่อง ซึ่งจากการได้คุยกับคนที่ก่อเหตุให้ข้อมูลว่า ปัญหาเกิดก่อนที่จะมีการถ่ายคลิป คู่กรณีไม่ยอมขอโทษ พร้อมขู่จะโทรตามพวก จึงทำให้ต้องเรียกรุ่นน้องมาก่อเหตุ และยืนยันว่าไม่ได้ขโมย หรือลักทรัพย์ใด ๆ ทั้งสิ้น ส่วนคันเบ็ดที่หายไปนั้นเมื่อวานวัยรุ่นในพื้นที่ได้ช่วยกันดำน้ำงมหาในคลองจนพบ และติดต่อไปยังผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายยืนยันว่าไม่ต้องการเอาคืน แต่จะเดินเรื่องให้ถึงที่สุด พวกเขาจึงนำเบ็ดคันดังกล่าวโยนลงในคลองจุดเดิม

ล่าสุดชุดสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลลำผักชีเจ้าของพื้นที่ ได้เข้าจับกุมกลุ่มวัยรุ่นที่ก่อเหตุ แต่วัยรุ่นกลุ่มนี้อาศัยความชำนาญพื้นที่หลบหนีไปได้ จึงยึดรถจักรยานยนต์ที่คนร้ายใช้ก่อเหตุไว้เป็นของกลาง และล่าสุดได้ประสานญาติเตรียมขอเข้ามอบตัว

ขอบคุณแหล่งที่มา http://news.ch3thailand.com

พลเมืองดีขับรถไล่ล่าชนแล้วหนี

พลเมืองดีขับรถไล่ล่าชนแล้วหนี

พลเมืองดีขับรถไล่ล่าชนแล้วหนี

พลเมืองดีขับรถไล่ล่าชนแล้วหนี  เกิดอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ชนกันที่บริเวณแยกรินคำ จังหวัดเชียงใหม่ ชนแล้วหนี หลังจากนั้นไม่นานก็ฝ่าไฟแดงชนคันอื่นอีก

โดยอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ชนกันบริเวณสี่แยกรินคำ มีผู้บาดเจ็บในที่เกิดเหตุ รถจักรยานยนต์ที่ชนมากัน 3 คน ได้ขับขี่หลบหนีไปยังแยกฟ้าธานี หลังจากรถจักรยานยนต์คันที่หลบหนีได้ฝ่าไฟแดงที่แยกแจ่งหัวดินด้านนอก ชนกับรถจักรยานยนต์คันอื่นอีก จนได้รับบาดเจ็บ ล่าสุดตำรวจ สภ.ภูพิงค์ ควบคุมตัวไว้ได้ พร้อมกับเรียกกู้ภัยส่งคนเจ็บไปรักษาที่โรงพยาบาล

ขณะที่พลเมืองดี บอกว่าเห็นรถจักรยานยนต์ที่ชนแล้วหนีที่บริเวณแยกรินคำ พอตนเห็นก็บอกว่าห้ามหนี สุดท้ายก็ขี่รถจักรยานยนต์หนีไป ฝ่าไฟแดงแยกแจ่งหัวดิน

คลิปแรกจะเห็นว่า มีจักรยานยนต์คันหนึ่งขี่มาด้วยความเร็วแล้วก็ชนอีกคัน กลางแยกรินคำแล้วหลบหนี

ส่วนคลิปที่ 2 เห็นว่ามีจักรยายนต์ขับตามกันมาจำนวนหลายคัน จู่ ๆ คันที่ 3 เกิดเฉี่ยวชนกันล้ม ทำให้รถจักรยานยนต์คันอื่นที่ตามมาด้วยล้มลงเช่นกัน

ขณะที่ รปภ.ที่เห็นเหตุการณ์ บอกว่าตอนนั้นขณะปฏิบัติหน้าที่มีคนบอกว่ามีรถจักรยานยนต์ชนกันแล้วหนี และมีพลเมืองดีไล่ล่า

ขอบคุณแหล่งที่มา http://news.ch3thailand.com

ครอบครัวคาใจกรณีแม่ช็อคเสียชีวิตหลังสวนทวาร

ครอบครัวคาใจกรณีแม่ช็อคเสียชีวิตหลังสวนทวาร

ครอบครัวคาใจกรณีแม่ช็อคเสียชีวิตหลังสวนทวาร

ครอบครัวคาใจกรณีแม่ช็อคเสียชีวิตหลังสวนทวาร เพจบิ๊กเกรียน ได้นำเสนอเรื่องร้องเรียนจากครอบครัวหนึ่งที่คุณแม่วัย 63 ปี เสียชีวิต หลังจากการเข้ารับการรักษาสวนทวารหนักเพราะขับถ่ายผิดปกติ จากโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังย่านกล้วยน้ำไท

โดยที่ทางโรงพยาบาลชี้แจงเพียงว่าสาเหตุการเสียชีวิตมาจากการติดเชื้ออีโคไลในกระแสเลือด ซึ่งขัดกับผลชันสูตรศพจากโรงพยาบาลรัฐที่ระบุว่า สาเหตุการเสียชีวิตเป็นเพราะเยื้อบุลำไส้ฉีกขาดกว้าง 5 เซนติเมตร ทำให้ครอบครัวคาใจนำหลักฐานเข้าร้องเรียนต่อแพทยสภา พร้อมเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.คลองตัน

วานนี้ (16 ก.พ.) ภายหลังจากการเข้าให้ปากคำเพิ่มเติมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ครอบครัวผู้เสียชีวิต กล่าวว่า ก่อนหน้านี้แม่มีอาการขับถ่ายไม่ปกติ คือจะมีลักษณะเป็นลูกกระสุน หรือเป็นก้อนแข็ง ทางครอบครัวจึงสงสัยว่าแม่อาจจะป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับลำไส้ หรือมะเร็ง จึงไปปรึกษาแพทย์ที่โรงพยาบาลดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ 16 ส.ค 2561 เวลา 08.30 น. แพทย์ได้นัดให้แม่เข้ารับการรักษาโดยการการสวนลำไส้ หรือการสวนทวาร กระทั่ง เวลา 11.30 น. แม่ออกมาจากห้องตรวจพร้อมกับอาการปวดท้องหนักมากจนนั่งไม่ได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้บอกว่าคนไข้ที่เข้ารับการตรวจรักษาด้วยวิธีดังกล่าวมักจะมีอาการแบบนี้ จากนั้นแพทย์ได้แจ้งผลการตรวจว่าอาการแม่ปกติดีให้กลับบ้านได้ แต่ด้วยความที่ขณะนั้นแม่ยังมีอาการปวดท้องอยู่ตนจึงขอให้แม่นอนดูอาการที่โรงพยาบาลก่อน กระทั่งเมื่อเวลา 16.00 น. แม่มีอาการช็อคจนต้องเข้าไอซียู และเสียชีวิตในวันรุ่งขึ้น (17 ส.ค. 2561)

โดยทางโรงพยาบาลแจ้งถึงสาเหตุของการเสียชีวิตว่ามาจากการติดเชื้ออีโคไลในกระแสเลือด แต่เมื่อถามว่าติดจากอะไรก็ได้รับคำตอบว่าติดจากอากาศทั่วไป ซึ่งทำให้ครอบครัวตั้งข้อสงสัยว่าเพียงแค่หายใจเข้าไปก็จะติดเชื้อจนถึงขั้นเสียชีวิตเลยหรือ จึงได้มีการส่งศพไปชันสูตรที่นิติเวชโรงพยาบาลรัฐชื่อดัง และผลการชันสูตรกลับออกมาว่า สาเหตุการเสียชีวิตเป็นเพราะเยื้อบุช่องท้องอักเสบ ลำไส้ฉีกขาดกว้าง 4-5 เซนติเมตร เกิดจากวัดถุของไม่มีคม

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่แม่เสียชีวิตทางครอบครัวได้พยายามติดต่อขอคำอธิบาย หรือคำชี้แจงจากโรงพยาบาลมาโดยตลอด ถึงทุก ๆ ขั้นตอนเกี่ยวกับการรักษาในวันนั้น และต้องการทราบว่าใครเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องบ้าง แต่ทางโรงพยาบาลก็บ่ายเบี่ยงและถามกลับมาว่าอยากได้อะไร อยากได้เงินเท่าไหร่ ทำให้ครอบครัวรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมากเพราะสิ่งเดียวที่ต้องการคือคำอธิบายที่เป็นเหตุเป็นผล ไม่ได้ต้องการเงินเพราะไม่ได้มาขายชีวิตแม่กิน ทำไมถึงมาประเมินว่าทุกอย่างจะต้องเป็นตัวเงิน

ครอบครัวผู้เสียชีวิต กล่าวอีกว่า เพื่อให้เรื่องนี้กระจ่างและเพื่อให้ได้รับคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญถึงผลการวินิฉัย และการรักษาว่าถูกต้องหรือไม่นั้น ทางครอบครัวจึงนำหลักฐานเข้าร้องเรียนต่อแพทยสภา พร้อมเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.คลองตัน เพื่อให้มีการทำการตรวจสอบหาข้อเท็จจริงต่อไป

ขณะที่ นพ.สุวินัย บุษราคัมวงษ์ ผอ.รพ.กล้วยน้ำไท เผย ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนเจรจากับญาติผู้เสียชีวิต และยืนยันว่าการตายเกิดจากติดเชื้ออีโคไลในกระแสเลือด โดยวันพุธที่ 20 ก.พ.62 จะเข้าชี้แจงกับกระทรวงสาธารณสุข

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.คลองตัน เปิดเผยว่าขณะนี้อยู่ในระหว่างการรอผลการวินิฉัยจากแพทยสภา ก่อนที่จะนัดให้โรงพยาบาลคู่กรณีเข้าให้ปากคำในวันที่ 28 ก.พ.62 ทั้งนี้เบื้องต้นยังไม่มีการแจ้งข้อหากับผู้ใด

ขอบคุณแหล่งที่มา http://news.ch3thailand.com