แม่นักโทษร่ำไห้ เชื่อลูกแหกคุก เพราะถูกเพื่อนชักจูง วอนเจ้าหน้าที่ลดโทษ

แม่นักโทษร่ำไห้ ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถควบคุมตัวนักโทษชายทั้ง 3 คน ที่หลบหนีการคุมขังเรือนจำหลังสวน ได้แก่ นายธนาธิป , นายพิเชษฐ์ และนายกฤษดา ตั้งแต่วันที่ 11 ต.ค.ที่ผ่านมา

แม่นักโทษร่ำไห้ นายสำเนา ชาวบ้านที่พบกลุ่มนักโทษเป็นคนแรก เล่าเหตุการณ์ว่า เวลาประมาณ 06.20 น. ตนเองไปดูสวนปาล์มตามปกติ

โดยมีสุนัขตามไปด้วย เมื่อไปถึงจุดที่นักโทษซ่อนตัวอยู่หลังต้นปาล์ม ซึ่งห่างจากบ้านตนเพียง 100 เมตร สุนัขก็เห่าขึ้นมาทันที

โดยส่งเสียงเห่านานกว่า 10 นาที ตนจึงรีบเดินไปดู ซึ่งเมื่อกลุ่มนักโทษเห็นว่าตนเดินมา พวกเขาจึงเอนราบกับพื้นเพื่อซ่อนตัว ตนจึงรีบไปเรียกเจ้าหน้าที่ ซึ่งอยู่ห่างกันเพียง 30 เมตร ให้มาช่วยดูว่าใช่ผู้ต้องสงสัยหรือไม่

แม่นักโทษร่ำไห้

นายสำเนา ชาวบ้านที่พบกลุ่มนักโทษเป็นคนแรก เล่าเหตุการณ์ว่า เวลาประมาณ 06.20 น. ตนเองไปดูสวนปาล์มตามปกติ โดยมีสุนัขตามไปด้วย เมื่อไปถึงจุดที่นักโทษซ่อนตัวอยู่หลังต้นปาล์ม ซึ่งห่างจากบ้านตนเพียง 100 เมตร สุนัขก็เห่าขึ้นมาทันที

โดยส่งเสียงเห่านานกว่า 10 นาที ตนจึงรีบเดินไปดู ซึ่งเมื่อกลุ่มนักโทษเห็นว่าตนเดินมา พวกเขาจึงเอนราบกับพื้นเพื่อซ่อนตัว ตนจึงรีบไปเรียกเจ้าหน้าที่ ซึ่งอยู่ห่างกันเพียง 30 เมตร ให้มาช่วยดูว่าใช่ผู้ต้องสงสัยหรือไม่

นอกจากนี้ นักโทษยังเล่าให้ฟังด้วยว่า ขณะหลบซ่อนตัวก็ยังเห็นกลุ่มเจ้าหน้าที่เดินตามหาพวกเขาอยู่ แต่พวกเขาก็เลือกที่จะหลบอยู่ในลำห้วย เพราะมีพื้นดินที่ต่ำกว่า ทำให้เจ้าหน้าที่มองไม่เห็น เวลาเจ้าหน้าที่เดินมาใกล้ก็จะหลบถูก ส่วนที่พวกเขาไม่สามารถข้ามภูเขาไปได้นั้น ตนมองว่าเขาคงไปไม่ถูก เพราะไม่ใช่คนพื้นที่ ทั้งนี้ พอทราบว่านักโทษหลบหนีอยู่ใกล้บ้าน ก็รู้สึกกลัว พอเห็นตัวเขาหลบอยู่ ตนยิ่งกลัวว่าจะถูกทำร้าย ซึ่งโชคดีที่ตนสามารถแจ้งเจ้าหน้าที่มาจับกุมได้ทัน

จากนั้น เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวทั้ง 3 คน ไปที่ สภ.ทุ่งตะโก โดยมีทีมแพทย์และพยาบาลจากโรงพยาบาลทุ่งตะโก ตรวจเข้าร่างกายของนักโทษชายทั้ง 3 คน

นายแพทย์อดิลักษณ์ พิสุทธิ์ปัญญา แพทย์จากโรงพยาบาลทุ่งตะโก เปิดเผยว่า อาการของนักโทษทั้ง 3 คนไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง มีแต่แผลที่บริเวณข้อเท้าซึ่งเป็นจุดที่ใส่ตรวนล่ามไว้ นอกจากนี้ ทั้ง 3 คนมีอาการอ่อนเพลียเล็กน้อยและร่างกายขาดน้ำ จะต้องนำผลเลือดไปตรวจที่โรงพยาบาลเพื่อดูอาการอีกครั้ง และสามารถส่งตัวกลับไปที่เรือนจำได้

เวลา 13.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวนักโทษชายทั้ง 3 คนจาก สภ.ทุ่งตะโก นำตัวไปสอบสวนต่อที่ สภ.หลังสวน เนื่องจากเป็นเขตท้องที่รับผิดชอบขณะเกิดเหตุ โดยนักโทษชายแต่ละคนมีสีหน้าเรียบเฉยถูกพันธนาการโซ่ตรวนที่ข้อเท้าและใส่กุญแจมือ

พล.ต.ต.สหรัฐ ศักดิ์ศิลปชัย ผบก.ภ.จว.ชุมพร เปิดเผยว่า หลังจากช่วงเช้านี้เจ้าหน้าที่ร่วมกันจับกุมนักโทษได้แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนนักโทษทั้ง 3 ราย ซึ่งเมื่อเสร็จสิ้นแล้วก็จะทราบว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้องในการพากันหลบหนีบ้าง

ทั้งนี้ นักโทษทั้งหมดให้การรับสารภาพ ส่วนจะมีการวางแผนกันอย่างไรนั้นไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่คาดว่าน่าจะมีการวางแผนกันมาก่อน

 

โดยเส้นทางการหลบหนีนั้น นักโทษได้ใช้เส้นทางรอง และไม่ได้มีเป้าหมายหรือจุดหมายปลายทางแน่ชัด แต่เห็นว่าจุดที่นำรถไปจอดทิ้งไว้นั้นมีลักษณะเป็นป่าเขา จึงคิดว่าน่าจะใช้หลบหนีได้

จากการซักถามทราบว่า นักโทษไม่ทราบว่าเจ้าหน้าที่มีการปิดล้อม เพราะจุดนั้นเป็นป่าทึบ แต่ได้ยินเสียงว่ามีตำรวจเข้ามาตรวจสอบในจุดใกล้เคียงที่กำลังหลบหนีอยู่ ซึ่งนักโทษได้เดินขึ้นไปหลบบนภูเขา

โดยจุดนั้นเป็นจุดที่เจ้าหน้าที่ทำการค้นหาค่อนข้างยาก ทำให้ในช่วงแรกเจ้าหน้าที่และสุนัขตำรวจไม่สามารถเดินไปถึงได้ เนื่องจากเป็นป่ารกทึบ กระทั่งเจ้าหน้าที่ปิดล้อมป่าและกดดันนักโทษนานร่วม 2 วัน ประกอบกับนักโทษไม่ได้กินอาหารและมีฝนตกลงมาอย่างหนัก ทำให้ตัดสินใจลงมาจากภูเขาเพื่อขอเข้ามอบตัว

ส่วนกรณีที่นักโทษจะมีการวางแผนกันมาตั้งแต่ในเรือนจำหรือไม่นั้น ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน แต่ยืนยันว่าตำรวจศาลจังหวัดหลังสวนไม่ได้มีความบกพร่อง และค่อนข้างมีสมรรถภาพในการติดตามตัวนักโทษกลับมาได้ในทันทีถึง 2 คน แต่นักโทษอีก 3 คนใช้รถหลบหนีไปได้ ซึ่งสภาวะดังกล่าวทำให้ไม่สามารถจับกุมมาได้ขณะนั้น

แม่นักโทษร่ำไห้

แต่เจ้าหน้าที่ก็พยายามใช้รถติดตามไปจนถึงจุดที่ทิ้งรถ หลังจากนี้จะมีการวางมาตรการร่วมกับกรมราชทัณฑ์ ว่าจะป้องกันเหตุได้อย่างไรบ้าง ซึ่งที่ผ่านมามีเจ้าหน้าที่ตำรวจศาลเพียง 4-5 นายเท่านั้น ส่วนการดำเนินการกับกลุ่มผู้แจ้งเบาะแสเท็จ จนทำให้เจ้าหน้าที่สูญเสียกำลังค้นหาไปกว่า 200 นาย จะมีการตรวจสอบอีกครั้งว่ามีความเกี่ยวโยงกับเครือข่ายยาเสพติดหรือไม่

จากนั้นตำรวจได้คุมตัวนักโทษทั้ง 3 คน ได้แก่ นายธราธิป เพิ่มลาภ, นายพิเชษฐ์ กลิ่นโอชา และนายกฤษดา แก้วนุ้ย ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ทั้งหมด 6 จุด

โดยจุดแรกที่หน้าเรือนจำอำเภอหลังสวน โดยรถเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้จำลองเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุ ขณะเจ้าหน้าที่นำตัวนักโทษจำนวน 11 ราย ขึ้นรถมาคันเดียวกัน โดยตำแหน่งที่นั่งฝั่งซ้ายริมในสุด เป็นที่นั่งของนายพิเชษฐ์ ส่วนฝั่งขวาเป็นที่นั่งของนายกฤษฎาและนายธราธิป

จุดที่ 2 บริเวณหน้าศาลจังหวัดหลังสวน โดยมีการจำลองเหตุการณ์ขณะกลุ่มนักโทษเดินหนีเจ้าหน้าที่กลับมาที่รถ แล้วเกิดการต่อสู้กันระหว่างกลุ่มนักโทษ 5 คนกับเจ้าหน้าที่ กระทั่งนายกฤษฎาวิ่งหนีเจ้าหน้าที่มานั่งฝั่งคนขับ ส่วนนายธราธิปขึ้นมานั่งข้างคนขับ และนายพิเชษฐ์ ยังคงนั่งอยู่ภายในรถเพียงคนเดียว และทั้งหมดก็เคลื่อนรถพังประตูศาลออกไป

จากนั้นกลุ่มนักโทษได้ขับรถโดยใช้เส้นทางรองซึ่งอยู่ในเขตชุมชน จนกระทั่งมาถึงแยกวังปลา ซึ่งเป็นจุดที่อยู่ริมทางรถไฟ โดยไม่มีบ้านคน จุดนี้นักโทษได้ให้นายพิเชษฐ์ซึ่งนั่งอยู่ด้านหลัง ย้ายกลับมานั่งด้วยกันข้างหน้าทั้งหมด เพื่อไม่ให้เป็นที่น่าสงสัย เนื่องจากประตูหลังรถคุมขังถูกเปิดอยู่

ต่อมานักโทษได้นำรถมาจอดทิ้งไว้ที่สวนทุเรียน ก่อนจะหลบหนีเข้าป่าแทน ซึ่งนายพิเชษฐ์ผู้นั่งติดริมประตูได้ลงมาก่อน จากนั้นนายธราธิปจึงลงมา แล้วนายกฤษฎา คนขับรถก็ลงมาตามกัน โดยนายพิเชษฐ์ได้ถอดเสื้อนักโทษทิ้งไว้ในรถ และนำโทรศัพท์มือถือของผู้ขับรถเรือนจำติดตัวลงมาด้วย ก่อนที่ทั้งหมดจะเดินเท้าเข้าป่าไปด้วยกัน และนายพิเชษฐ์ได้นำโทรศัพท์มือถือเครื่องดังกล่าวโยนทิ้งลงลำธาร

หลังจากนั้นที่จุดบ้านร้าง นักโทษปีนหลังคาเข้าไปรื้อค้นอุปกรณ์ตัดโซ่ ก่อนจะไปหลบอยู่ในสวนปาล์มของชาวบ้าน โดยจุดนี้ตำรวจให้นักโทษเข้าไปจำลองเหตุการณ์ด้วยการนั่งหลบอยู่หลังต้นปาล์ม ห่างจากบ้านชาวบ้านมาเพียง 100 เมตร

ด้านนางแอน (นามสมมติ) มารดาของนักโทษชายธราธิป เพิ่มลาภ เปิดเผยว่า ตนเองรู้สึกเสียใจและตกใจที่ลูกชายกระทำเช่นนี้ ลูกชายตนต้องข้อหาคดียาเสพติด หากจำคุกก็คาดว่าไม่กี่ปีก็ได้ออกมา แต่เมื่อลูกทำแบบนี้ คิดว่าจะต้องโดนโทษจำคุกอีกหลายปี ทั้งนี้ ที่ผ่านมาลูกชายไม่เคยเล่าว่ามีปัญหาอะไรในเรือนจำให้ฟัง ซึ่งตนยังเคยบอกให้ลูกชายทำตัวดี ๆ ขณะอยู่ในเรือนจำ โดยลูกชายรับปากตนตนว่าจะทำตัวดี ๆ เพื่อจะได้ลดโทษ ตอนนั้นตนเองก็ชื่นใจ

นางแอน กล่าวอีกว่า ก่อนที่จะเกิดเหตุ ตนเองได้สอบถามลูกว่าจะต้องมาที่ศาลจังหวัดหลังสวนวันไหน ลูกตอบว่าไม่ทราบ เพราะเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้แจ้ง ยอมรับว่ารู้สึกผิดสังเกตว่าทำไมลูกไม่แจ้ง เพราะช่วงวันที่ 11-12 ต.ค. คือวันใกล้ครบรอบที่ศาลนัด โดยตนคิดว่าลูกอาจตั้งใจไม่บอกให้ตนไปเยี่ยมที่ศาล

ส่วนเรื่องหลบหนีนั้น ตนคิดว่าลูกไม่ได้คิดวางแผนหลบหนี แต่อาจมีเพื่อนชักจูง เพราะลูกของตนไม่รู้จักกับนักโทษกลุ่มนี้มาก่อน แต่มาเจอกันที่เรือนจำ จึงคาดว่าอาจจะมาสนิทกันเพราะอยู่ห้องคุมขังด้วยกัน โดยกลุ่มของเขาจะอยู่รวมกัน 12 คน ซึ่งลูกชายยังบอกอยู่เลยว่ามีแต่เพื่อนนิสัยดี ๆ ยืมเงินซื้อขนมกินเป็นประจำ

ทั้งนี้ หลังทราบข่าวว่าลูกหลบหนีเจ้าหน้าที่ ตนคิดไว้แล้วว่าลูกอาจจะต้องรับโทษหนัก และคงไม่ได้กลับมาพบหน้ากันเหมือนเดิม ซึ่งขณะที่ลูกหลบหนีเจ้าหน้าที่ ตนไม่สบายใจจนนอนไม่หลับ กลัวลูกจะนอนไม่ได้ เพราะในป่ายุงเยอะ ประกอบกับมีฝนตกหนัก ทำให้ญาติและครอบครัวค่อนข้างเป็นห่วง

วันนี้ตนเองถึงกับน้ำตาไหลเมื่อเห็นหน้าลูกตอนเดินเข้าโรงพัก และพูดกับเขาทั้งน้ำตาว่า “พอร์ช แม่อยู่นี่นะ” ลูกตนก็ตอบรับแล้วหันมาว่า “ครับ” หลังจากนี้ตนจะไปเยี่ยมให้กำลังใจลูกบ่อย ๆ ในเรือนจำ และฝากขอโทษเจ้าหน้าที่ทุกคน ตนรู้สึกเสียใจแทนลูกชาย และขอให้ทุกคนให้อภัยเขา ช่วยลดโทษให้เขาสักหน่อย

ขอบคุณแหล่งที่มา       https://www.sanook.com

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *